หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
เช็คมือถือทุกห้านาที รอโทรศัพท์นัดสัมภาษณ์ที่ยังไม่มา
ชีวิตและธรรมะ

เช็คมือถือทุกห้านาที รอโทรศัพท์นัดสัมภาษณ์ที่ยังไม่มา

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

บ่ายสามโมงกว่า มือถือวางอยู่บนโต๊ะข้างแก้วน้ำ หน้าจอมืดสนิท

เราหยิบขึ้นมาดู ปลดล็อก เลื่อนผ่านหน้าจอ ไม่มีอะไรใหม่ วางลง

สามนาทีต่อมา หยิบขึ้นมาอีก คราวนี้เช็คสัญญาณก่อน กลัวเน็ตหลุดจนสายเข้าไม่ได้ สัญญาณเต็มทุกขีด แบตยังเหลือเยอะ ไม่มีอะไรผิดปกติ วางลงอีกที

วันที่ห้าแล้วนับจากวันสัมภาษณ์ คนสัมภาษณ์บอกว่าจะโทรมาภายในสัปดาห์นี้ พูดด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจ จับมือแน่นตอนลาจาก เราเดินออกจากตึกวันนั้นด้วยใจที่ลอย คิดว่าน่าจะได้ กลับถึงบ้านยังเล่าให้คนที่บ้านฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าน่าจะมีข่าวดี

แต่ตอนนี้เป็นวันศุกร์ บ่ายสาม ยังไม่มีอะไรเข้ามาเลย งานที่ทำอยู่ตรงหน้าก็ทำไปได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะใจอีกครึ่งหนึ่งค้างอยู่ที่หน้าจอมือถือตลอดเวลา เพื่อนร่วมงานชวนคุยเรื่องอื่น เราตอบไปสองคำแล้วก็เผลอมองมือถือที่วางอยู่ข้าง ๆ อีกจนเพื่อนต้องถามว่ารอโทรศัพท์อยู่หรือเปล่า

ห้านาทีที่หายไปกับการดูอะไรบางอย่างที่ยังไม่มา

ลองนับดูจริง ๆ ว่าวันนี้หยิบมือถือขึ้นมาดูกี่ครั้งแล้ว บางคนอาจจะตกใจกับตัวเลขของตัวเอง

ที่แปลกคือทุกครั้งที่หยิบขึ้นมา เรารู้อยู่แล้วว่าจะไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีไฟกะพริบ แต่มือก็ยังเอื้อมไปหยิบอยู่ดี เหมือนมีอะไรบางอย่างในตัวที่ไม่เชื่อสิ่งที่ตาเห็น

ระหว่างที่รอ ใจก็ไม่ได้ว่างเปล่า มันสร้างเรื่องขึ้นมาเล่นเอง

บางทีก็เล่นฉากที่โทรศัพท์ดังขึ้น เสียงปลายสายบอกว่ายินดีด้วย เราซ้อมคำตอบที่จะพูดกลับไว้ในหัวแล้วด้วยซ้ำ ซ้อมจนรู้สึกเหมือนได้งานไปแล้วครึ่งหนึ่ง

บางทีก็เล่นฉากตรงข้าม เสียงเงียบ อีเมลปฏิเสธสั้น ๆ สุภาพ แล้วก็คิดต่อไปถึงเงินเดือนที่ยังไม่มา ค่าเช่าเดือนหน้า คนที่บ้านที่ยังไม่รู้ว่างานนี้ยังไม่แน่ บางทีคิดไปไกลถึงว่าจะต้องไปสมัครที่ไหนต่อ จะอธิบายกับคนที่บ้านยังไงถ้าไม่ได้

ในบ่ายวันเดียว เราตายไปแล้วหลายรอบ และเกิดใหม่ไปแล้วหลายรอบ ทั้งที่โทรศัพท์ยังไม่ได้ดังสักครั้งเดียว

ที่น่าเหนื่อยที่สุดคือ ทั้งสองฉากที่ว่ามา ไม่มีอันไหนเกิดขึ้นจริงสักอัน มันเป็นแค่เรื่องที่ใจแต่งขึ้นเพื่อเตรียมรับมือกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ร่างกายกลับตอบสนองเหมือนมันเกิดขึ้นจริงแล้ว ใจเต้นแรง มือเย็น ท้องปั่นป่วน ทั้งที่นั่งอยู่เฉย ๆ บนเก้าอี้ตัวเดิม

การเช็คมือถือทุกห้านาทีจึงไม่ใช่เรื่องของมือ มันเป็นเรื่องของใจที่พยายามคว้าอะไรสักอย่างมากุมไว้ ในสถานการณ์ที่เราคุมอะไรไม่ได้เลยสักนิด

เมล็ดที่ถูกขุดขึ้นมาดูทุกวันว่างอกหรือยัง

คนที่ปลูกต้นไม้จะรู้เรื่องหนึ่งดี

เมล็ดที่หยอดลงดินแล้ว รดน้ำแล้ว ต้องการเวลาของมันเอง บางเมล็ดใช้เวลาสามวัน บางเมล็ดใช้เวลาสองสัปดาห์ ไม่มีใครไปเร่งมันได้

แต่ถ้าใครใจร้อน ขุดเอาเมล็ดนั้นขึ้นมาดูทุกเช้าว่างอกหรือยัง เมล็ดนั้นจะไม่มีวันได้งอกเลย เพราะรากอ่อน ๆ ที่กำลังจะแทงลงดินถูกรบกวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่มีแรงจะยึดอะไรไว้ได้มั่นคง

การเช็คมือถือทุกห้านาทีก็เหมือนการขุดเมล็ดขึ้นมาดูแบบนั้น

ผลของการสัมภาษณ์ไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะเราเช็คบ่อยขึ้น ฝ่ายบุคคลที่นั่นไม่ได้ตัดสินใจเร็วขึ้นเพราะเรากดหน้าจอทุกห้านาที สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือใจของเราเองที่เหนื่อยล้าลงเรื่อย ๆ จากการขุดขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เรากำลังใช้พลังงานทั้งวันไปกับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ แล้วปล่อยให้สิ่งที่เราพอจะคุมได้ในวันนี้ เช่น กินข้าวให้อิ่ม พักให้พอ คุยกับคนที่บ้านด้วยใจที่ปกติ หลุดมือไปเรื่อย ๆ

คนทำสวนที่ใจเย็นจะไม่ขุดเมล็ดขึ้นมาดูทุกวัน เขารดน้ำตามรอบ ดูแลหน้าดินไม่ให้แห้ง แล้วก็ปล่อยให้สิ่งที่อยู่ใต้ดินทำงานของมันไปตามเวลา ระหว่างนั้นเขาไปทำแปลงอื่นต่อ ไม่ได้นั่งเฝ้าจุดเดียว

ลูกศรดอกที่สองที่เรายิงใส่ตัวเอง

มีพระสูตรหนึ่งชื่อว่า สัลลัตถสูตร อยู่ในสังยุตตนิกาย ที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบความทุกข์ของคนธรรมดาไว้ได้ชัดมาก

ท่านตรัสว่า เมื่อคนทั่วไปเจอเรื่องที่ทำให้เป็นทุกข์ เขาจะเศร้าโศก ร่ำไห้ ทุกข์ใจซ้ำเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรดอกแรกแล้ว ยังโดนยิงซ้ำด้วยลูกศรดอกที่สองเข้าไปอีก

เขาย่อมเสวยเวทนาสองอย่าง คือเวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ เปรียบเหมือนบุรุษถูกยิงด้วยลูกศร แล้วยังถูกยิงซ้ำด้วยลูกศรดอกที่สองอีก

ลูกศรดอกแรกในเรื่องของเรา คือความจริงที่ว่าตอนนี้ยังไม่มีคำตอบ นั่นเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะโทรมาเมื่อไหร่ หรือจะโทรมาไหม ความไม่แน่นอนนี้เป็นของจริง เจ็บได้ตามธรรมดา ใครรอผลอะไรสักอย่างก็เจ็บแบบนี้ทั้งนั้น

ลูกศรดอกที่สองคือสิ่งที่เราทำกับความไม่แน่นอนนั้นต่อ คือการเช็คทุกห้านาที การเล่นฉากในหัวซ้ำ ๆ การคิดลบไปไกลถึงเรื่องที่ยังไม่เกิด ลูกศรดอกนี้เรายิงเอง ยิงซ้ำได้ทั้งวัน และเจ็บมากกว่าดอกแรกเสียอีก เพราะดอกแรกยิงครั้งเดียวจบ แต่ดอกที่สองเรายิงซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราไม่รู้สึกอะไรเลย ท่านไม่ได้บอกว่าคนธรรมดาต้องนิ่งเหมือนหิน ท่านแค่ชี้ว่ามีทุกข์อยู่สองชั้น ชั้นแรกเราเลือกไม่ได้ ชั้นที่สองเราพอมีทางเลือกอยู่บ้าง

ในธรรมบทท่านยังตรัสไว้อีกว่า

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ

ผลสัมภาษณ์จะออกมาทางไหน ใจของเราไม่มีส่วนกำหนดเลยสักนิด แต่วันนี้จะผ่านไปแบบไหน ใจของเรามีส่วนกำหนดเกือบทั้งหมด

สองพันกว่าปีก่อน คนที่ฟังคำสอนนี้อาจจะกำลังรอผลอย่างอื่น รอฝนที่จะตกลงมาเลี้ยงนา รอข่าวญาติที่เดินทางไกล รอผลของโรคที่ไม่มีหมอรักษาแน่นอน ความไม่แน่นอนของชีวิตไม่เคยเปลี่ยน เปลี่ยนแค่รูปแบบของสิ่งที่เรารอ จากฝนและจดหมาย มาเป็นเสียงเรียกเข้าบนหน้าจอ

ทำอะไรได้บ้างในระหว่างที่ยังไม่รู้ผล

ข้อแรกที่พอทำได้คือ กำหนดเวลาเช็คมือถือให้ตัวเองแทนที่จะปล่อยให้มือเช็คเอง เช่น เลือกสักสามช่วงในหนึ่งวัน อย่างเก้าโมงเช้า เที่ยง และหกโมงเย็น ช่วงระหว่างนั้นเก็บมือถือไว้ในกระเป๋าหรือลิ้นชักที่ต้องลุกไปหยิบ ไม่ใช่วางไว้ตรงหน้า ไม่ใช่เพราะกลัวพลาดสาย เพราะเบอร์ที่โทรเข้ายังไงก็มีเสียงเรียกเข้าอยู่ดี แต่เพื่อตัดวงจรที่มือคว้าไปหาหน้าจอโดยไม่ทันคิด

ข้อที่สอง เวลาที่รู้ตัวว่าใจกำลังจะเล่นฉากในหัวอีกรอบ ไม่ว่าจะฉากดีหรือฉากร้าย ให้ลองหยุดแล้วถามตัวเองว่าตอนนี้ที่นั่งอยู่นี้ เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ บ้าง คำตอบมักจะสั้นมาก เช่น นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ มือถือวางอยู่ตรงหน้า อากาศในห้องเย็นสบาย ไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนี้ การกลับมาที่ความจริงตรงหน้าแบบนี้สักสิบวินาทีทุกครั้งที่รู้ตัว ช่วยตัดกำลังของฉากที่ใจกำลังปั้นขึ้นมาได้มาก

ข้อที่สาม หางานหรือกิจกรรมที่ใช้มือและต้องใช้สมาธิเล็กน้อยมาทำระหว่างวัน อาจจะเป็นการทำกับข้าวสักมื้อ จัดตู้เสื้อผ้าสักชั้น หรือเดินออกกำลังกายรอบบ้านสักครึ่งชั่วโมงตอนเย็น เพราะใจที่ว่างเปล่าเกินไปมักจะหันไปหาห่วงที่ยังค้างอยู่เสมอ ยิ่งมีอะไรให้มือทำต่อเนื่องสักยี่สิบสามสิบนาที ใจก็ยิ่งมีที่ไปที่ไม่ใช่หน้าจอมือถือ ระหว่างลงมือทำ ถ้าจับได้ว่าใจแอบวิ่งกลับไปคิดเรื่องโทรศัพท์อีก ไม่ต้องโทษตัวเอง แค่พาความสนใจกลับมาที่มือที่กำลังทำงานอยู่ตรงหน้าก็พอ

ข้อสุดท้าย ถ้าเป็นไปได้ ให้บอกคนใกล้ตัวสักคนตรง ๆ ว่ากำลังรอผลสัมภาษณ์อยู่ และใจกำลังไม่นิ่ง พูดสั้น ๆ ก็พอ ไม่ต้องขอให้เขาแก้ปัญหาอะไร แค่ให้เขารู้ เพราะความกังวลที่เก็บไว้คนเดียวมักจะดังกว่าความกังวลที่มีคนรับรู้ด้วย และถ้าคืนไหนนอนไม่หลับเพราะคิดเรื่องนี้วนไป การได้พูดออกมาให้ใครสักคนฟังตอนกลางวัน จะช่วยให้คืนนั้นเบาลงได้จริง

ลองจับสามอย่างนี้ไว้ก็พอ

  • ลูกศรดอกแรกคือความไม่แน่นอน ห้ามไม่ได้ ลูกศรดอกที่สองคือการเช็คซ้ำและคิดซ้ำ อันนี้พอเลือกได้
  • กำหนดเวลาเช็คมือถือให้ตัวเอง แทนที่จะให้มือเช็คเองทุกห้านาที
  • เมื่อรู้ตัวว่ากำลังปั้นฉากในหัว ให้กลับมาดูว่าตอนนี้ตรงหน้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ

ไม่ว่าโทรศัพท์จะดังพรุ่งนี้หรือไม่ดังเลย

เมล็ดที่หยอดไว้แล้วจะงอกหรือไม่งอก ส่วนหนึ่งอยู่นอกเหนือมือเรา

สิ่งที่อยู่ในมือเราจริง ๆ คือดินที่รดน้ำไปแล้ว และท่าทีที่เรามีต่อความรอคอยตรงหน้านี้

ถ้าคืนนี้มือยังเผลอเอื้อมไปหยิบมือถือขึ้นมาดูอีกครั้ง ก็ไม่เป็นไร แค่รู้ตัวว่ากำลังหยิบ แล้ววางมันลงเบา ๆ ก็พอแล้วสำหรับวันนี้