ยืนรอคิวธนาคารนานเป็นชั่วโมง ใจเราไปอยู่ที่ไหน
เก้าโมงเช้า ธนาคารเพิ่งเปิด เรากดบัตรคิวได้เลขที่ 214 จอด้านบนขึ้นเลขที่ 189
ยี่สิบห้าคิว
เรามองหาที่นั่ง เก้าอี้แถวหน้าเต็มหมด เหลือแต่แถวหลังสุดที่แอร์เย็นไปไม่ถึง เรานั่งลง กระเป๋าวางบนตัก มือหนึ่งถือบัตรคิว อีกมือหนึ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเลื่อนอะไรอยู่
สิบนาทีผ่านไป จอเปลี่ยนเป็นเลขที่ 191
เราเงยหน้ามองจอ แล้วก้มลงมองโทรศัพท์ต่อ ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา นับคิวที่เหลือในใจตลอดเวลา ยี่สิบสามคิว กลายเป็นยี่สิบสองคิว ยี่สิบเอ็ดคิว
ตรงนั้นแหละที่เรารู้สึกว่าเวลากำลังไหลออกจากตัวไปเปล่า ๆ เหมือนเงินที่หายไปจากกระเป๋าโดยไม่ได้ซื้ออะไรเลยสักอย่าง
คนข้าง ๆ ถอนหายใจเสียงดัง มองนาฬิกาข้อมือแล้วก็มองจออีกที เหมือนจะเร่งให้ตัวเลขเปลี่ยนเร็วขึ้นด้วยสายตา เราเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะเรากำลังทำแบบเดียวกันอยู่พอดี
เวลาที่รู้สึกว่าเสียเปล่า
ที่จริงเรานั่งอยู่เฉย ๆ ก็ได้ ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้เสียเงิน ไม่ได้เสียของชิ้นไหน
แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนรอคิว ไม่ใช่ความว่าง มันคือความอึดอัดแบบหนึ่งที่บอกไม่ค่อยถูกว่าอึดอัดเรื่องอะไรกันแน่
บางทีเราคิดถึงงานที่ค้างอยู่บนโต๊ะ คิดถึงนัดที่ต้องรีบไปต่อ คิดถึงคนที่ดูเหมือนจะแซงคิวไปทั้งที่ยังไม่ถึงเลข แล้วก็หงุดหงิดขึ้นมาเฉย ๆ ทั้งที่เขาอาจจะไม่ได้แซงจริง
ใจเราวิ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา วิ่งไปหาตอนที่เรียกเลขของเรา วิ่งไปหาตอนที่ทำธุระเสร็จแล้วเดินออกจากธนาคาร วิ่งไปไกลกว่านั้นอีก ไปถึงงานถัดไปที่ต้องรีบทำให้ทัน
ร่างกายนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งชั่วโมง แต่ใจไม่เคยอยู่ตรงนี้เลยสักนาทีเดียว
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมชั่วโมงที่รอคิว ถึงรู้สึกยาวกว่าชั่วโมงที่นั่งคุยกับเพื่อนสนิทมากขนาดนี้ ทั้งที่นาฬิกาเรือนเดียวกันเดินด้วยความเร็วเท่ากันทุกวินาที
บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเกม บางคนโทรศัพท์คุยธุระเสียงดังจนคนรอบข้างต้องหันมามอง บางคนลุกเดินไปเดินมาหน้าประตู เหมือนการเดินจะทำให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้น
ทุกวิธีที่เราใช้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันหมด คือหนีออกจากความรู้สึกที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยืนอยู่ตรงนี้ แต่ใจวิ่งไปไกล
ในพระธรรมบทมีคำสอนบทแรกสุดที่ท่านวางไว้เหมือนเป็นประตูเข้าคำสอนทั้งหมด ท่านกล่าวไว้ว่า
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ
ฟังดูเป็นคำสอนใหญ่โต แต่พอเอามาวางไว้ตรงคิวธนาคาร มันก็อธิบายเราได้ทั้งหมดพอดี
คิวยี่สิบห้าคิวที่เหลือ ไม่ได้ทำให้เราทุกข์ ตัวเลขบนจอไม่มีอารมณ์ ไม่มีความร้อนใจติดมาด้วยเลยสักนิด
ที่ทุกข์คือใจของเราเองที่ตัดสินไปแล้วว่า การนั่งเฉย ๆ แบบนี้คือการเสียเวลา เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ควรจะได้ทำอะไรที่ "มีประโยชน์กว่านี้"
ทั้งที่ความจริงแล้ว ชั่วโมงนี้ก็เป็นชั่วโมงหนึ่งของชีวิตเราเหมือนกัน ไม่ได้ต่างจากชั่วโมงอื่นเลยสักนิด
ในสติปัฏฐานสูตร มีคำสอนตอนหนึ่งที่ว่าด้วยการรู้อิริยาบถของตัวเอง ท่านสอนไว้ว่า
เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง
ฟังดูง่ายจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคำสอน เพราะใครก็รู้ว่าตัวเองกำลังยืนหรือนั่งอยู่
แต่ลองสังเกตตอนรอคิวธนาคารจริง ๆ จะเห็นว่าตัวเรานั่งอยู่ก็จริง แต่ "การรู้ว่านั่งอยู่" นั้นหายไปนานแล้ว ใจเราหลุดออกไปคิดเรื่องอื่นตั้งแต่นาทีที่สาม
ท่านไม่ได้บอกให้เราหยุดคิด ท่านไม่ได้บอกให้นั่งจนคิวเรียกโดยไม่คิดอะไรเลย
ท่านแค่ชี้ให้เห็นว่ามีจุดหนึ่งที่เรากลับมาอยู่ได้เสมอ นั่นคือร่างกายที่กำลังนั่งหรือยืนอยู่ตรงนี้จริง ๆ
จุดนั้นไม่เคยหายไปไหน มันอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา แค่เราลืมกลับมาแตะมันบ่อย ๆ เท่านั้นเอง เหมือนบ้านที่เรามีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้กลับไปนอน
หม้อน้ำบนเตาที่ไม่ยอมเดือด
ใครที่เคยตั้งหม้อต้มน้ำแล้วยืนจ้องรอ คงรู้ดีว่ามันเดือดช้ากว่าตอนที่เราเดินไปทำอย่างอื่นแล้วค่อยกลับมาดู
น้ำในหม้อทั้งสองใบร้อนขึ้นด้วยความเร็วเท่ากันทุกวินาที ไฟแรงเท่ากัน ปริมาณน้ำเท่ากัน
สิ่งเดียวที่ต่างกันคือ ใบหนึ่งเราจ้องอยู่ตลอด อีกใบเราปล่อยมันไว้
ตอนที่จ้อง เราไม่ได้แค่ "ดู" น้ำเฉย ๆ เรากำลังนับถอยหลังในใจไปด้วยทุกวินาที ทุกฟองอากาศเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นมา เรากดถามซ้ำ ๆ ในใจว่ายังไม่เดือดอีกหรือ ยังไม่เดือดอีกหรือ
คิวธนาคารก็เหมือนหม้อน้ำใบนั้น เลขบนจอเปลี่ยนด้วยความเร็วเท่าเดิม ไม่ว่าเราจะจ้องหรือไม่จ้อง
แต่ใจที่จ้องอยู่ตลอดเวลา คือใจที่เผาตัวเองไปพร้อมกับการรอ
ทางเลือกของเราไม่ใช่การเลิกรอ เพราะยังไงก็ต้องรออยู่ดี แต่คือการเลือกว่าจะยืนจ้องหม้อ หรือจะหันไปทำอะไรที่ทำให้ใจได้พักในระหว่างนั้น
แม่ครัวที่ต้มน้ำเป็นประจำจะรู้เองว่าไม่ต้องจ้อง แค่ตั้งไฟไว้แล้วไปหั่นผัก พอได้ยินเสียงน้ำดังฟอด ๆ ก็รู้ว่าเดือดแล้วโดยไม่ต้องยืนรอ คิวธนาคารก็เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องจ้องจอตลอดเวลา แค่ฟังเสียงเรียกเลขก็พอ
ชั่วโมงนั้นเอาไปทำอะไรได้บ้าง
อย่างแรกที่ทำได้ทันทีตั้งแต่นั่งลงที่เก้าอี้ คือการรู้สึกถึงเท้าที่แตะพื้น ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องทำท่าทางให้คนรอบข้างสงสัย แค่ลองรู้สึกน้ำหนักตัวที่กดลงบนพื้นรองเท้า รู้สึกถึงเก้าอี้ที่รองรับตัวเราอยู่ ทำแค่สิบวินาทีก็พอ แล้วปล่อยให้ใจกลับไปคิดเรื่องอื่นได้ตามปกติ พอนึกขึ้นได้อีกครั้งค่อยกลับมารู้สึกที่เท้าใหม่
อย่างที่สอง ลองนับลมหายใจไปพร้อมกับที่ตานับเลขคิวบนจอ หายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับสอง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงสิบ แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่ต้องพยายามหายใจให้ช้าหรือลึกเป็นพิเศษ แค่หายใจไปตามปกติแล้วนับตาม ถ้าลืมนับแล้วรู้ตัวว่ากำลังคิดเรื่องงาน ก็แค่กลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่ต้องรู้สึกว่าทำพลาดอะไร
อย่างที่สาม มองคนรอบตัวโดยไม่ตัดสิน ลองมองคนที่นั่งอยู่แถวเดียวกัน ลุงที่ถือสมุดบัญชีเล่มเก่า ป้าที่ดูกังวลเรื่องดอกเบี้ย พนักงานหลังเคาน์เตอร์ที่ยิ้มให้ลูกค้าคนแล้วคนเล่าทั้งที่หน้าคงเมื่อยมากแล้ว แล้วลองคิดในใจสั้น ๆ ว่าขอให้เขาสบายใจ ขอให้เขาผ่านวันนี้ไปได้ดี ไม่ต้องพูดออกมา ไม่ต้องยิ้มให้ใครเห็น แค่คิดในใจเฉย ๆ ก็พอ วิธีนี้ช่วยพาใจออกจากตัวเองไปได้ชั่วครู่ จากที่มัวแต่คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเรา กลายเป็นสังเกตคนอื่นที่กำลังรออยู่เหมือนกันแทน
อย่างที่สี่ ถ้าวันไหนใจฟุ้งมากจนนั่งเฉย ๆ ไม่ไหวจริง ๆ ให้ลองขยับนิ้วมือช้า ๆ สลับกันไปทีละนิ้ว กำแล้วคลาย กำแล้วคลาย ให้ความสนใจอยู่ที่ความรู้สึกตรงฝ่ามือแทนที่จะอยู่ที่ตัวเลขบนจอ วิธีนี้ช่วยได้มากสำหรับคนที่นั่งสมาธิแบบหลับตาแล้วไม่ค่อยได้ผล เพราะมีจุดให้ใจเกาะที่ชัดเจนกว่าการนับลมหายใจเฉย ๆ
ทำสี่อย่างนี้สลับกันไปตลอดชั่วโมง ไม่ต้องเลือกอันเดียวแล้วฝืนทำอันนั้นอย่างเดียวจนเบื่อ พอเบื่ออันหนึ่งก็สลับไปอีกอันได้เลย
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- เลขบนจอเปลี่ยนด้วยความเร็วเท่าเดิม ไม่ว่าเราจะจ้องหรือไม่จ้อง
- จุดที่กลับมาได้เสมอคือร่างกายที่กำลังนั่งหรือยืนอยู่ตรงนี้จริง ๆ
- พอรู้ตัวว่าใจฟุ้งไปแล้ว แค่กลับมาเริ่มใหม่ ไม่ต้องรู้สึกว่าทำพลาด
คิวเลขที่ขึ้นจอ
จอเปลี่ยนเป็นเลขที่ 214
เราลุกขึ้น เดินไปที่เคาน์เตอร์ พนักงานยิ้มให้ ถามว่าวันนี้มาทำธุระอะไร
ทั้งชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นเลยสักอย่าง ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรานั่งอยู่ตรงนั้นแล้วทำอะไรไปบ้าง
เราเก็บกระเป๋า เดินออกจากธนาคาร แดดข้างนอกแรงกว่าตอนเข้ามาหน่อยหนึ่ง
เดินไปถึงที่จอดรถ หยิบกุญแจออกจากกระเป๋า มือยังจำได้ถึงความรู้สึกตอนวางอยู่บนตัก
