เดินจงกรมในห้องแคบที่เดินได้แค่สี่ก้าว
ห้องเช่าห้องนี้กว้างประมาณสามเมตรคูณสี่เมตร มีเตียง มีตู้เสื้อผ้า มีโต๊ะทำงานตัวเล็ก ๆ วางชิดผนัง
เหลือพื้นที่ว่างตรงกลางแค่ทางเดินแคบ ๆ จากประตูไปถึงหน้าต่าง
เดินได้สี่ก้าว
สี่ก้าว แล้วก็ต้องหันหลังกลับ
เราเพิ่งอ่านเจอว่าเดินจงกรมช่วยให้ใจสงบได้ อยากลองทำดูบ้าง ในหัวมีภาพลานวัดที่เคยไปทำบุญ ทางเดินใต้ต้นโพธิ์ยาวเป็นสิบเมตร พระเดินจงกรมช้า ๆ มือประสานไว้ข้างหน้า สงบจนแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า
แต่ห้องของเรามีแค่สี่ก้าว
พอลองเดินดูจริง ๆ ก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สอง ก้าวที่สาม ก้าวที่สี่ แล้วก็ต้องหันตัวกลับทันที ยังไม่ทันตั้งตัวดี ยังไม่ทันรู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ ก็ต้องหมุนตัวแล้ว
เดินไปได้ไม่ถึงสิบรอบ ก็รู้สึกว่าทำไม่เป็น เลยเลิกเดิน แล้วนั่งลงกับพื้นแทน
สี่ก้าวแล้วต้องหันหลัง
ความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนั่งลงกับพื้น ไม่ใช่ความสงบ
เป็นความรู้สึกแปลก ๆ ว่าเราทำผิดวิธี
ในใจมีเสียงเปรียบเทียบดังขึ้นเบา ๆ ว่าคนอื่นเขาเดินจงกรมกันในสวน ในวัด บนทางเดินยาว ๆ ที่มีระยะให้จิตได้ผ่อนก่อนจะหันตัว ส่วนเรามีแค่ห้องแคบ ๆ ที่แม้แต่จะเหยียดแขนสองข้างออกก็ยังชนผนังทั้งสองด้าน
พอคิดแบบนี้ ความรู้สึกที่ตามมาคือความท้อ
ท้อไม่ใช่เพราะเดินไม่ได้ แต่ท้อเพราะรู้สึกว่าที่อยู่ของเราไม่เอื้อให้ปฏิบัติได้จริง เหมือนอยากทำกับข้าวอร่อย ๆ แต่มีแค่เตาไฟฟ้าตัวเดียวกับหม้อใบเล็ก ในขณะที่คนอื่นมีครัวเต็มรูปแบบ
ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนเราไม่ทันสังเกตว่ามันแอบสร้างเงื่อนไขขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เงื่อนไขที่ว่าการปฏิบัติจะ "ใช้ได้" ก็ต่อเมื่อสถานที่พร้อม พอสถานที่ไม่พร้อม ใจก็เลยยอมแพ้ไปก่อนที่จะได้ลองจริง ๆ ด้วยซ้ำ
ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่รบกวนใจเราตอนเดินสี่ก้าวไม่ใช่ความแคบของห้อง
แต่เป็นจังหวะการหันตัวที่ถี่เกินไป ถี่จนรู้สึกเหมือนเพิ่งเริ่มจะนิ่ง ก็ต้องเปลี่ยนทิศทางอีกแล้ว
เหมือนกำลังอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม แล้วมีคนมาเคาะไหล่ทุกสิบวินาที ไม่ทันได้อ่านจบประโยคก็ต้องหันไปมองคนเคาะ พอหันกลับมาอ่านต่อก็ต้องเริ่มจับใจความใหม่อีกรอบ ความรู้สึกแบบนั้นแหละที่เกิดขึ้นตอนเดินสี่ก้าวในห้องแคบ
แต่ที่จริงแล้วเราไม่เคยลองสังเกตดูให้ดีเลยว่า การหันตัวถี่ ๆ แบบนี้มันน่ารำคาญจริง หรือแค่เราคาดหวังผิดตั้งแต่แรกว่ามันควรจะเหมือนทางเดินยาว ๆ
จุดที่หันตัว ไม่ใช่จุดที่พัก
เรื่องเดินจงกรมนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎกจริง ๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอิริยาบถทั้งสี่ไว้ในสติปัฏฐานสูตร ว่าไม่ว่าร่างกายจะอยู่ในท่าไหน ก็ให้รู้ชัดอยู่กับท่านั้น
เมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง กายอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้รู้ชัดอิริยาบถนั้น
สังเกตดี ๆ จะเห็นว่าท่านไม่ได้พูดถึงความยาวของทางเดินเลยสักคำ ไม่ได้บอกว่าต้องเดินสิบก้าวขึ้นไปถึงจะนับ ไม่ได้บอกว่าทางต้องตรง ต้องยาว ต้องอยู่ใต้ร่มไม้
ท่านพูดถึงแค่ "รู้ชัด" ในสิ่งที่กายกำลังทำอยู่ตรงหน้า
ซึ่งถ้าอย่างนั้น จุดที่เราหันตัวกลับทุกสี่ก้าว ก็เป็นอิริยาบถหนึ่งเหมือนกัน เป็นจังหวะที่กายกำลังเปลี่ยนทิศทาง เท้าเปลี่ยนน้ำหนัก สายตาเปลี่ยนมุม
ไม่ใช่จุดพักจากการปฏิบัติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัตินั่นเอง
หลายคนเข้าใจว่าการเดินจงกรมคือช่วง "เดินตรง" ส่วนช่วงหันตัวเป็นแค่รอยต่อที่ต้องรีบผ่านไปให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้กลับไปเดินตรงต่อ ทั้งที่จริงแล้วจุดหันตัวนี่แหละที่จิตมักจะหลุดง่ายที่สุด เพราะมันคือจังหวะที่ร่างกายทำอะไรซับซ้อนกว่าการก้าวเดินตรง ๆ
ห้องที่มีแค่สี่ก้าว จึงไม่ได้เสียเปรียบทางเดินยาว ๆ ในวัด
มันแค่มีจุดหันตัวถี่กว่า ซึ่งแปลว่ามีโอกาสฝึกรู้ตัวตรงจุดที่ยากที่สุดบ่อยกว่าด้วยซ้ำ
ในธรรมบท มีคำสอนที่เปรียบการฝึกตนไว้กับงานช่างหลายแบบ
ผู้ไขน้ำย่อมไขน้ำไปตามทาง ช่างศรย่อมดัดลูกศรให้ตรง ช่างไม้ย่อมถากไม้ตามที่ต้องการ บัณฑิตย่อมฝึกตน
ผู้ไขน้ำไม่ได้เลือกไขน้ำเฉพาะตอนมีลำธารกว้าง ๆ ให้ไข เขาไขน้ำได้แม้ในร่องดินแคบ ๆ ที่ต้องคอยกั้นคอยเลี้ยวอยู่ตลอด เพราะสิ่งที่เขาฝึกไม่ใช่สายน้ำ แต่คือฝีมือในการบังคับทิศทาง
การฝึกตนก็เหมือนกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีทางเดินให้ยาวแค่ไหน
พระอาจารย์สายวัดป่าหลายรูปที่ธุดงค์ไปตามป่าเขา บางคืนก็ต้องกางกลดในที่แคบ ๆ ใต้ชายคาถ้ำเล็ก ๆ ที่เดินจงกรมได้ไม่กี่ก้าว ท่านก็ยังเดินอยู่ดี เพราะสิ่งที่ท่านฝึกไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นความรู้ตัวในทุกก้าวที่มีอยู่ตรงหน้า
เหมือนน้ำในท่อแคบ ๆ
ลองนึกถึงท่อน้ำในบ้านดู
ท่อที่ต่อจากก๊อกในครัว ไม่ได้ตรงยาวเป็นเส้นเดียวจากถังเก็บน้ำมาถึงปลายก๊อก มันมีข้องอ มีจุดหักมุม มีตอนที่น้ำต้องเลี้ยวเก้าสิบองศาอยู่หลายจุดกว่าจะไหลออกมาให้เราใช้ได้
ถ้าน้ำไหลไม่ผ่านข้องอเหล่านั้น น้ำก็ไปไม่ถึงก๊อกเลย
ข้องอไม่ใช่จุดที่ทำให้น้ำไหลได้แย่ลง มันคือจุดที่จำเป็นต้องมีสำหรับท่อในบ้านที่มีพื้นที่จำกัด และน้ำก็ไหลผ่านมันได้ปกติ ตราบใดที่ท่อนั้นต่อกันดี ไม่มีรอยรั่ว
ห้องแคบที่เดินได้แค่สี่ก้าวก็เหมือนท่อน้ำแบบนี้
จุดหันตัวคือข้องอ เป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนทิศ แต่ไม่ใช่จุดที่ทำให้การเดินจงกรม "ไหลไม่ผ่าน" ตราบใดที่ใจยังต่อกันดีอยู่กับก้าวเดิน ไม่หลุดออกไปคิดเรื่องอื่นตอนหันตัว
สิ่งที่ทำให้น้ำไหลไม่สะดวกจริง ๆ ไม่ใช่จำนวนข้องอ
แต่เป็นรอยรั่วตรงรอยต่อ
รอยรั่วของการเดินจงกรมในห้องแคบก็เหมือนกัน มันไม่ได้อยู่ที่การหันตัวบ่อย แต่อยู่ตรงที่ใจแอบหลุดออกไปตอนหันตัว ไปคิดเรื่องพรุ่งนี้ต้องทำอะไร ไปคิดว่าทำไมห้องเราถึงเล็กแบบนี้ ไปคิดเปรียบเทียบกับทางเดินในวัด
ตรงนั้นแหละคือรอยรั่วตัวจริง ไม่ใช่ความแคบของห้อง
จะเดินสี่ก้าวให้เป็นการปฏิบัติได้ยังไง
ถ้าจะเริ่มใหม่ในห้องเดิม มีเรื่องที่พอทำได้จริงอยู่หลายอย่าง
อย่างแรกคือลดความเร็วของก้าวลงกว่าที่เดินอยู่ทุกวันมาก ๆ ไม่ต้องเดินให้ถึงหน้าต่างเร็วที่สุด เพราะที่ที่ต้องไปไม่ใช่หน้าต่าง แต่คือก้าวที่กำลังก้าวอยู่ตรงหน้า ลองแบ่งแต่ละก้าวเป็นสามจังหวะ คือยกเท้า ก้าวไปข้างหน้า แล้ววางลง รู้สึกที่ฝ่าเท้าตอนสัมผัสพื้นแต่ละครั้ง สี่ก้าวแบบนี้ใช้เวลานานกว่าสี่ก้าวปกติหลายเท่า และนั่นแหละคือสิ่งที่ต้องการ
อย่างที่สองคือให้ความสำคัญกับตอนหันตัวเป็นพิเศษ แทนที่จะหันเร็ว ๆ เหมือนหันหลังกลับบ้านตอนลืมของ ให้หยุดนิ่งแป๊บหนึ่งตรงจุดสุดท้ายก่อน หายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง แล้วค่อยหมุนตัวช้า ๆ แบ่งเป็นขยับเท้าก่อน แล้วค่อยหมุนลำตัวตาม เหมือนกำลังหมุนอยู่บนจุดหมุนเล็ก ๆ จุดหนึ่ง ไม่ใช่หันวืดเดียวจบ
อย่างที่สามคือกำหนดเวลาให้สั้นในตอนแรก ห้านาทีก็พอ ไม่ต้องตั้งเป้าครึ่งชั่วโมงเหมือนที่เคยเห็นพระท่านเดิน เพราะสี่ก้าวหลายรอบในห้านาทีที่ใจอยู่กับก้าวเดินจริง ๆ มีค่ามากกว่าครึ่งชั่วโมงที่ใจลอยไปทั้งหมด พอทำได้สม่ำเสมอสักพัก ค่อยขยับเวลาเพิ่มทีละน้อย ไม่ต้องรีบ
อย่างที่สี่ ถ้าวันไหนใจฟุ้งมากจนตามไม่ทันแม้แต่การเดิน ให้ลองพูดในใจกำกับไปทีละจังหวะ เช่น ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ คำพูดสั้น ๆ แบบนี้ไม่ได้มีไว้ให้ท่องจำ แต่มีไว้ผูกใจกับกายให้อยู่ด้วยกันในขณะนั้น พอใจเริ่มอยู่กับก้าวได้มากขึ้นแล้ว จะเลิกพูดกำกับหรือพูดต่อไปก็ได้ตามที่ถนัด
ถ้าห้องแคบจนรู้สึกอึดอัดกับการเดินตรงไปตรงมา จะลองเปลี่ยนเป็นเดินเป็นวงกลมเล็ก ๆ รอบเตียงหรือรอบโต๊ะก็ได้ ไม่มีกฎว่าทางเดินจงกรมต้องเป็นเส้นตรงเท่านั้น ขอแค่กายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ช้า ๆ และใจรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวนั้นก็ใช้ได้เหมือนกัน
ช่วงแรกอาจจะรู้สึกว่าสี่ก้าวหลายรอบมันน้อยเกินไป ไม่คุ้มที่จะเรียกว่าการปฏิบัติ
แต่ลองสังเกตดูหลังทำไปสักหนึ่งสัปดาห์ จะเริ่มรู้สึกว่าจุดหันตัวที่เคยเป็นจุดรำคาญ กลายเป็นจุดที่ใจตื่นขึ้นมาแทน เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่วินาทีต้องเปลี่ยนทิศ ใจเลยคอยระวังอยู่เสมอ ไม่หลุดหายไปไหนนาน ๆ เหมือนตอนเดินทางยาว ๆ ที่บางทีเดินไปสิบก้าวโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าใจลอยไปไหนแล้ว
ถ้าจะจำสั้น ๆ ไว้ใช้ตอนเดินจริง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- เดินช้าลงกว่าที่เคยเดินในชีวิตประจำวันมาก ๆ ให้รู้สึกทุกจังหวะของฝ่าเท้า
- ตอนหันตัว ให้หยุดหายใจหนึ่งครั้งก่อนหมุน อย่าหันเร็วเหมือนหันหนีอะไรสักอย่าง
- ห้านาทีที่ใจอยู่กับก้าวจริง ๆ มีค่ากว่าครึ่งชั่วโมงที่ใจลอย
หลังจากหันตัวครบสี่รอบ
คืนนี้ถ้าลองเดินในห้องแคบ ๆ อีกครั้ง อาจจะยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างตอนต้น
ไม่เป็นไร
ห้องสี่ก้าวไม่ได้เล็กเกินไปสำหรับการฝึก มันแค่เล็กเกินไปสำหรับภาพในหัวที่เราเอาไปเทียบกับทางเดินในวัด
ก้าวที่หนึ่ง ก้าวที่สอง ก้าวที่สาม ก้าวที่สี่ แล้วก็หันตัว
แค่นั้นเอง ก็เพียงพอแล้วสำหรับคืนนี้
