ล้างจานกองโตหลังมื้อเย็น แล้วพบว่าใจสงบลงเอง
สามทุ่มกว่า มื้อเย็นเสร็จไปตั้งนานแล้ว
ลูกกลับเข้าห้องไปตั้งแต่กินข้าวเสร็จ สามีนั่งดูทีวีอยู่ในห้องรับแขก มีเสียงหัวเราะจากละครลอยมาเป็นระยะ
เราเดินเข้าครัวคนเดียว เจอกองจานสูงอยู่ในอ่าง จานกับข้าวเปื้อนน้ำมัน ชามแกงก้นเหนียว หม้อที่มีคราบไหม้นิดหนึ่งตรงก้น ช้อนส้อมกระจายเต็มเคาน์เตอร์
ไม่มีใครเดินมาถามว่าจะช่วยล้างไหม เหมือนมันเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วว่าใครต้องทำ
เราเปิดก๊อกน้ำ เสียงน้ำไหลกลบเสียงทีวีไปนิดหนึ่ง มือจุ่มลงไปในน้ำอุ่น ๆ ปนคราบไขมัน
จานใบแรกล้างด้วยความหงุดหงิดอยู่เต็ม ๆ
ถุงมือยางที่ใส่ไว้เริ่มอับ มือข้างในเหงื่อซึม แต่เราก็ยังยืนล้างต่อ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าไม่ล้างคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าจะยิ่งหนักกว่าเดิม
เสียงในหัวที่ดังกว่าเสียงน้ำ
ในหัวตอนนั้นมีเสียงพูดอยู่ไม่หยุด
ทำไมต้องเป็นเราตลอด ทำงานทั้งวันมาแล้ว กลับมาก็ต้องทำกับข้าว กินเสร็จก็ต้องล้าง คนอื่นในบ้านแค่ลุกจากโต๊ะแล้วเดินไปทำเรื่องของตัวเอง
เราล้างจานใบที่สอง มือขยี้แรงกว่าที่จำเป็น
ไม่ใช่ว่าเราเกลียดการล้างจาน จริง ๆ แล้วงานนี้ไม่ได้ยากอะไรเลย มันแค่ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครเห็นว่าเราทำ ไม่มีใครขอบคุณ พรุ่งนี้กองจานก็จะกลับมาอีก มะรืนก็เหมือนกัน
ความรู้สึกที่แน่นอยู่ในอกตอนนั้นไม่ใช่ความเหนื่อยจากแรงกาย เพราะแค่ล้างจานไม่กี่ใบไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น
มันเป็นความรู้สึกว่าเราติดอยู่ในงานที่ไม่มีวันจบ ทำเสร็จวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องทำใหม่ เหมือนเดินอยู่ในวงกลมที่ไม่มีทางออก
จานใบที่สามล้างเสร็จ วางซ้อนบนจานใบแรกที่ยังไม่แห้งดี มือเราเริ่มเย็นเพราะแช่น้ำนานเกินไป แต่ใจยังวนอยู่กับประโยคเดิม ทำไมต้องเป็นเรา
บางคืนความคิดไปไกลกว่านั้นอีก ไปถึงเรื่องที่ผ่านมาเป็นสิบปี ไปถึงว่าชีวิตทั้งชีวิตดูเหมือนจะวนอยู่กับการดูแลคนอื่นโดยไม่มีใครดูแลเรากลับบ้าง
ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตอนนั้นมีแค่จานหนึ่งใบ น้ำหนึ่งก๊อก และมือสองข้างของเราเอง
ระหว่างมือขยี้จาน กับใจที่หนีไปที่อื่น
ลองสังเกตดูดี ๆ ตอนนั้นมือเรากำลังล้างจานอยู่จริง แต่ใจเราไม่ได้อยู่ที่จานเลยสักนิด
ใจเราลอยไปอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ไปอยู่ที่เสียงหัวเราะของสามี ไปอยู่ที่ประตูห้องลูกที่ปิดสนิท ไปอยู่ที่วันพรุ่งนี้ที่ต้องล้างอีก
มือทำงานหนึ่งอย่าง ใจทำงานอีกสิบอย่าง
นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในหมวดสติปัฏฐาน เรื่องความรู้ตัวในอิริยาบถและการกระทำต่าง ๆ ของกาย ท่านสอนว่าไม่ว่าจะก้าวเดิน จะเหลียว จะคู้แขน จะเหยียดขา ก็ให้ทำความรู้สึกตัวอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ
ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัว ในการก้าวไปข้างหน้า ในการถอยกลับ ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก
ฟังดูเป็นเรื่องเล็กมาก แค่รู้ตัวว่ากำลังก้าว กำลังเหลียว แต่ความจริงแล้วนี่คือรากของสมาธิเลยทีเดียว
เพราะสมาธิไม่ได้แปลว่าต้องนั่งขัดสมาธิหลับตาเท่านั้น สมาธิที่แท้เกิดจากการที่ใจอยู่กับสิ่งที่กายกำลังทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการนั่งภาวนา หรือการล้างจานกองโตในอ่างครัว
ตอนที่เราล้างจานด้วยใจที่หนีไปที่อื่น เราไม่ได้กำลังล้างจานอย่างเดียว เรากำลังแบกทุกข์อีกเรื่องหนึ่งไปพร้อมกันด้วยโดยไม่รู้ตัว
พระพุทธเจ้าตรัสอีกแห่งหนึ่งไว้สั้น ๆ ว่า
ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย
คำว่าประมาทในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเลินเล่อจนเกิดอุบัติเหตุอย่างเดียว แต่หมายถึงการปล่อยใจให้ลอยไปโดยไม่รู้ตัวด้วย ตอนที่เราขยี้จานพร้อมกับด่าคนในบ้านอยู่ในหัว นั่นก็เป็นความประมาทแบบหนึ่งเหมือนกัน
ประมาทจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงตรงหน้า ไปอยู่กับเรื่องที่ยังไม่เกิดหรือเกิดไปแล้ว
น้ำในอ่างที่ขุ่น กับน้ำในอ่างที่ใส
ลองนึกถึงอ่างน้ำที่เราแช่จานไว้
ตอนที่เราเอามือกวนน้ำแรง ๆ เพราะรีบ เพราะหงุดหงิด น้ำในอ่างจะขุ่นเป็นฟองสีขาว มองไม่เห็นจานที่จมอยู่ก้นอ่างเลยด้วยซ้ำ
แต่พอมือหยุดกวน ปล่อยให้น้ำนิ่งสักครู่ ฟองจะค่อย ๆ จางลง เราจะเริ่มเห็นจานที่อยู่ก้นอ่างชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ใจของเราก็เหมือนอ่างน้ำใบนั้น
ตอนที่เรากวนมันด้วยความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเขาไม่ช่วย ใจจะขุ่นจนมองไม่เห็นอะไรเลย มองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าอ่างล้างจาน มือกำลังจับฟองน้ำ น้ำอุ่น ๆ กำลังไหลผ่านมือ
แต่ถ้าใจหยุดกวน แค่วางความคิดนั้นลงเฉย ๆ ไม่ต้องผลักไม่ต้องสู้กับมัน ปล่อยให้มันนิ่งลงเอง เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริง ๆ ชัดขึ้น
เห็นจานใบที่กำลังล้าง เห็นน้ำที่ไหลผ่านนิ้ว เห็นแม้กระทั่งไอน้ำอุ่น ๆ ที่ลอยขึ้นมา
จานยังเป็นจานเดิม อ่างยังเป็นอ่างเดิม สิ่งที่เปลี่ยนมีอย่างเดียวคือน้ำในใจที่ใสขึ้น
ล้างจานใบต่อไปให้เป็นที่พึ่งของใจ
ไม่ต้องรอให้มีเวลาว่างพิเศษ ไม่ต้องรอให้ใจสงบก่อนแล้วค่อยล้าง
จานกองโตตรงหน้านี่แหละคือที่ฝึก ไม่ต้องเปลี่ยนตารางชีวิตแม้แต่นาทีเดียว
เริ่มจากจานใบเดียวก่อน ไม่ต้องคิดถึงทั้งกอง แค่จานใบที่อยู่ในมือตอนนี้ใบเดียว
รู้สึกถึงน้ำที่ไหลผ่านนิ้ว รู้สึกถึงฟองสบู่ที่ลื่นอยู่ในฝ่ามือ รู้สึกถึงน้ำหนักของจานตอนที่ยกขึ้นส่อง
ถ้าใจแวบไปคิดเรื่องอื่นระหว่างนั้น ไม่ต้องโกรธตัวเอง เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ
แค่รู้ว่ามันแวบไปแล้ว แล้วพามันกลับมาที่จานใบเดิม กลับมาที่มือ กลับมาที่น้ำ
คืนแรกอาจกลับมาได้แค่สองสามครั้งในกองจานทั้งกอง ก็ยังนับว่าได้ฝึกแล้ว ไม่ต้องหวังว่าจะทำได้ตลอดทั้งกองตั้งแต่คืนแรก
อีกอย่างที่ช่วยได้คือลองฟังเสียงที่เกิดขึ้นจริงในตอนนั้น เสียงน้ำกระทบจาน เสียงจานกระทบกัน เสียงฟองสบู่แตก
เสียงพวกนี้มีอยู่ทุกคืน แต่ปกติเราไม่เคยได้ยินเพราะใจไม่เคยอยู่ตรงนั้น
พอเริ่มได้ยินเสียงเหล่านี้ชัดขึ้น นั่นเป็นสัญญาณว่าใจกำลังกลับมาอยู่กับปัจจุบันแล้ว
ถ้าความคิดเรื่องคนในบ้านผุดขึ้นมาระหว่างล้าง ไม่ต้องผลักมันออกไปแรง ๆ แค่รับรู้ว่ามันมา แล้ววางมันไว้ตรงขอบอ่างก่อน
ให้เวลากับความคิดนั้นทีหลัง ตอนที่ล้างจานเสร็จแล้วนั่งพักได้ ไม่ใช่ตอนที่มือกำลังจับของมีคมอยู่
ทั้งกองจานอาจใช้เวลาแค่สิบนาทีสิบห้านาที เท่ากับที่เคยล้างแบบเผลอใจอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นาทีเดียว ต่างกันแค่ว่าระหว่างสิบนาทีนั้นใจอยู่ที่ไหน
จานใบสุดท้ายมักล้างง่ายกว่าใบแรกเสมอ เพราะถึงตอนนั้นมือเริ่มคุ้นจังหวะ ใจเริ่มนิ่งลงเองโดยไม่ต้องพยายามมาก
พอวางจานใบสุดท้ายลงในตะแกรง ลองสังเกตดูว่าไหล่ที่เกร็งอยู่ตอนแรกคลายลงหรือยัง
หลายคนพบว่าล้างจานเสร็จแล้วใจเบากว่าตอนเริ่มล้างเสียอีก ทั้งที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลยสักเรื่อง กองจานก็หมดไปเหมือนเดิม คนในบ้านก็ยังไม่ได้พูดขอบคุณเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต่างไปคือใจของเราเอง
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- พาใจกลับมาที่มือทุกครั้งที่รู้ตัวว่ามันหนีไปคิดเรื่องอื่น ไม่ต้องโกรธตัวเองที่มันหนี
- ฟังเสียงน้ำ เสียงจาน เสียงฟองสบู่แตก เป็นทางลัดพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
- ไม่ต้องรอให้ใจสงบก่อนถึงจะล้างจานได้ดี การล้างจานด้วยสติต่างหากที่ค่อย ๆ ทำให้ใจสงบ
คืนพรุ่งนี้ก็ยังมีจานกองใหม่
พรุ่งนี้เย็นก็คงมีจานกองใหม่รออยู่ในอ่างอีก นั่นเป็นเรื่องปกติของบ้านที่มีคนอยู่
แต่ถ้าคืนนี้เราล้างจานสักใบด้วยใจที่อยู่กับมันจริง ๆ ก็ถือว่าคืนนี้ได้อะไรกลับมาแล้ว
ไม่ต้องรอให้ถึงเวลานั่งสมาธิบนเบาะ ไม่ต้องรอให้มีเวลาว่างเป็นชั่วโมง
บางทีที่ฝึกใจที่ดีที่สุด ก็อยู่ตรงหน้าอ่างล้างจานนี่เอง ในคืนธรรมดา ๆ แบบคืนนี้
