นั่งสมาธิที่วัด แล้วแอบเทียบว่าใครนิ่งกว่า
เจ็ดโมงเช้าที่ศาลาวัด แดดเริ่มส่องเข้ามาทางบานเกล็ด กลิ่นธูปยังลอยอยู่ในอากาศจากตอนทำวัตรเช้า
เราเพิ่งกราบพระเสร็จ นั่งขัดสมาธิลงบนเบาะ เตรียมตัวจะหลับตา
แต่ก่อนจะหลับตา สายตาเผลอเหลือบไปทางขวา
คนที่นั่งห่างไปสักสองศอก หลังตรงเหมือนใช้ไม้บรรทัดทาบ มือวางนิ่งบนตัก ใบหน้าเรียบเฉย ไม่มีริ้วรอยของความกระสับกระส่ายให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
ดูจากภายนอกแล้ว คนคนนั้นเหมือนนั่งแบบนี้มาเป็นสิบปี
ส่วนเรา ขาซ้ายเริ่มชาตั้งแต่นาทีที่สาม หลังเมื่อยจนอยากพิงผนัง ใจก็ยังวนอยู่กับข้อความในไลน์ที่ค้างตอบตั้งแต่เมื่อวาน
พระอาจารย์ยังไม่ทันเคาะระฆังครั้งที่สองด้วยซ้ำ เราก็แพ้ไปแล้วรอบหนึ่ง
ใจที่มาวัดเพื่อพัก แต่ดันหาที่แข่งใหม่
ที่แปลกคือ เรามาวัดเพื่อหนีจากการถูกเปรียบเทียบ
ที่ทำงานก็เทียบกันทั้งวันอยู่แล้ว ใครทำยอดได้มากกว่า ใครขึ้นตำแหน่งก่อน ใครลูกเรียนเก่งกว่า เราคิดว่าอย่างน้อยตรงนี้ ในศาลาวัด ตอนหลับตาปฏิบัติธรรม น่าจะเป็นที่เดียวที่ไม่ต้องแข่งกับใคร
แต่พอหลับตาได้ไม่ถึงนาที ใจก็ลากเราไปเทียบอีกจนได้ คราวนี้เทียบเรื่องความนิ่ง
ทำไมเขานั่งได้แบบนั้น หลังตรงป๊าดไม่มีโยก ทำไมเราขยับทุกสามนาที ทำไมเขาดูเหมือนไม่มีอะไรมากวนใจเลย ทำไมเรายังนั่งคิดเรื่องไลน์ที่ค้างอยู่
ความคิดพวกนี้ไม่ได้ทำให้เรานิ่งขึ้นเลยสักนิด กลับยิ่งทำให้ฟุ้งกว่าเดิม เพราะตอนนี้ใจไม่ได้อยู่กับลมหายใจของตัวเองแล้ว ใจไปอยู่ที่หลังของคนข้าง ๆ
แล้วพอรู้ตัวว่ากำลังเทียบ ก็มีอีกความคิดหนึ่งแทรกเข้ามาซ้อนอีกชั้น เราแย่จังเลย มาวัดยังทำใจให้สงบไม่ได้ ขนาดคนอื่นเขายังทำได้
ความรู้สึกไม่พอตอนทำงาน ตามเรามาถึงในศาลาวัดจนได้ แค่เปลี่ยนจากเทียบยอดขาย มาเป็นเทียบความนิ่งเท่านั้นเอง
ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้น คือความเทียบแบบนี้แต่งตัวมาในคราบของความตั้งใจดี เราไม่ได้คิดว่าตัวเองกำลังอิจฉาใคร เราแค่คิดว่าอยากปฏิบัติให้ได้ดี อยากนิ่งให้ได้แบบเขา ฟังดูเหมือนเป็นความขยัน
แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ความอยากแบบนี้มีรสของความทุกข์ปนอยู่ ไม่ใช่รสของความตั้งใจฝึกล้วน ๆ เพราะมันมาพร้อมคำถามที่กดดันตัวเอง ทำไมยังทำไม่ได้ ทำไมช้ากว่าคนอื่น เหมือนมีคนคอยจับเวลาอยู่ข้างหลังตลอดเวลาที่นั่ง
พอใจเต็มไปด้วยคำถามแบบนี้ มันก็ไม่มีที่ว่างเหลือให้ลมหายใจเข้าไปอยู่เลย
สิ่งที่เรามองไม่เห็นจากหลังของอีกฝั่งศาลา
เรามองเห็นแค่แผ่นหลังของคนข้าง ๆ เราไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในเขาเลยสักนิด
หลังตรงแบบนั้น อาจจะเพราะเขาเจ็บหลังจนต้องเกร็งไว้ไม่ให้ขยับก็ได้ ใบหน้าเรียบเฉยแบบนั้น อาจจะเพราะเขากำลังง่วงจนขอบตาชาไปหมดแล้วก็ได้ หรือใจของเขาอาจกำลังฟุ้งพอ ๆ กับเรา เพียงแต่เขาเลือกไม่ขยับตัวให้เห็น
เราไม่มีทางรู้ได้เลยจริง ๆ สิ่งที่เรามองเห็นคือรูปร่างภายนอก ส่วนสิ่งที่เรากำลังตัดสิน คือสภาพภายในใจของเขา ซึ่งเราไม่เคยเห็น
ในพระธรรมบทมีคาถาบทหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตรงกับเรื่องนี้พอดี
ไม่พึงมองดูความผิดของคนอื่น ไม่พึงมองดูสิ่งที่เขาทำแล้วและยังไม่ได้ทำ พึงพิจารณาดูแต่สิ่งที่ตนทำแล้วและยังไม่ได้ทำของตนเองเท่านั้น
ท่านไม่ได้พูดถึงแค่ความผิดในทางที่ไม่ดีเท่านั้น แม้แต่การไปมองว่าใคร "ทำได้ดีกว่า" ก็เป็นการเอาสายตาไปวางไว้ผิดที่เหมือนกัน เพราะตราบใดที่สายตาเรายังอยู่ที่หลังของคนอื่น สายตาก็ไม่ได้อยู่กับลมหายใจของตัวเอง
อีกบทหนึ่งที่ท่านตรัสไว้ ก็ชี้ตรงไปที่เรื่องนี้เหมือนกัน
ตนทำชั่วเอง ตนก็เศร้าหมองเอง ตนไม่ทำชั่ว ตนก็บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธิ์และความเศร้าหมอง เป็นของเฉพาะตน ไม่มีใครทำให้ใครบริสุทธิ์แทนกันได้
ความสงบก็เหมือนกัน มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวขนาดนั้น ไม่มีใครนั่งนิ่งแทนเราได้ และความนิ่งของคนอื่น ก็ไม่ได้ทำให้ใจเราสงบขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว
ลองคิดดูอีกมุมหนึ่งด้วยว่า ถ้าวันนี้เรานั่งได้นิ่งกว่าคนข้าง ๆ จริง ๆ นิ่งกว่าเห็นชัด ๆ ความนิ่งนั้นจะช่วยอะไรเราได้บ้างในคืนที่กลับไปนอนไม่หลับเพราะห่วงเรื่องงาน หรือช่วยอะไรได้บ้างตอนที่ต้องคุยกับคนในบ้านด้วยอารมณ์เย็น ๆ
คำตอบคือช่วยได้ ถ้าความนิ่งนั้นเป็นของเราจริง เกิดจากลมหายใจของเราเอง ไม่ใช่ช่วยได้เพราะเรานั่งนิ่งกว่าใคร
เพราะฉะนั้นการเทียบว่าใครนิ่งกว่า จึงเป็นการถามผิดตั้งแต่ต้น มันไม่ใช่คำถามของคนที่จะพาตัวเองกลับบ้านไปอย่างสงบใจกว่าเดิม
นาสองแปลงที่ปลูกวันเดียวกัน
ลองนึกถึงนาข้าวสองแปลงที่อยู่ติดกัน คันนากั้นแค่บาง ๆ ปลูกข้าวพันธุ์เดียวกัน หว่านวันเดียวกันด้วย
ผ่านไปสองเดือน แปลกที่ต้นข้าวสูงไม่เท่ากัน แปลงหนึ่งเขียวชะอุ่มขึ้นเป็นแถวเรียบ อีกแปลงยังเตี้ยแคระ บางกอเหลืองซีดด้วยซ้ำ
ถ้าเจ้าของนาแปลงเตี้ย เอาแต่ยืนมองข้ามคันนาไปทั้งวัน มัวแต่คิดว่าทำไมนาเขาถึงงามกว่า นาของตัวเองก็จะไม่ได้รับการดูแลอะไรเลย ไม่มีใครไปวัดปุ๋ยให้ ไม่มีใครไปดูระดับน้ำให้ นาก็เตี้ยลงไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะดินไม่ดี แต่เพราะเจ้าของไม่ได้ก้มลงไปดูมันเลย
ดินใต้นาแต่ละแปลงไม่เหมือนกัน แม้จะอยู่ติดกัน บางจุดเก็บน้ำได้ดีกว่า บางจุดมีรากไม้เก่าฝังอยู่ บางจุดเคยเป็นบ่อปลามาก่อน เราไม่มีทางรู้จากภายนอกเลยว่าใต้ดินของนาแต่ละแปลงเป็นอย่างไร
ใจของคนก็เหมือนดินใต้นา แต่ละคนสะสมมาไม่เหมือนกัน บางคนเคยฝึกมานาน บางคนเพิ่งเริ่มเป็นครั้งแรก บางคนคืนก่อนนอนดึกมาก บางคนเพิ่งทะเลาะกับคนที่บ้านมาก่อนออกจากบ้าน
สิ่งที่ชาวนาที่ดีทำ ไม่ใช่การวัดความสูงของต้นข้าวเทียบกับแปลงข้างบ้าน แต่เป็นการก้มหน้าลงดูนาของตัวเอง วันนี้ดินแห้งไปไหม น้ำพอไหม มีวัชพืชขึ้นตรงไหนบ้าง
การนั่งสมาธิก็ทำแบบเดียวกันได้ ก้มหน้าเข้าหาลมหายใจของตัวเอง ไม่ใช่เงยหน้ามองข้ามไปแปลงข้าง ๆ
และถึงจะเกี่ยวสองแปลงพร้อมกันในวันเดียวกันจริง ก็ไม่ได้แปลว่าทั้งสองแปลงต้องเก็บเกี่ยวพร้อมกัน บางปีแปลงหนึ่งออกรวงก่อน อีกแปลงตามมาทีหลังหนึ่งสัปดาห์ ชาวนาที่มีประสบการณ์จะไม่ตกใจกับเรื่องแบบนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าที่ดินแต่ละผืนมีเวลาของมันเอง
แล้วตอนนั่งอยู่ตรงนั้นจริง ๆ จะทำยังไง
รู้อย่างนี้แล้ว แต่พอไปนั่งจริงอีกครั้ง สายตาก็มักจะเผลอเหลือบไปทางเดิมอยู่ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติมาก ไม่ต้องไปโทษตัวเองเพิ่มอีกชั้น
สิ่งแรกที่พอทำได้คือ พอรู้ตัวว่าเผลอมองคนอื่นหรือเผลอเทียบ ให้แค่กระซิบในใจเบา ๆ ว่า "อ๋อ เผลอไปแล้ว" ไม่ต้องดุตัวเอง ไม่ต้องรีบบอกตัวเองว่าห้ามทำแบบนี้อีก แค่รู้เฉย ๆ ว่าใจหลุดไปอยู่ตรงนั้น แล้วค่อย ๆ พาความสนใจกลับมาที่จมูกหรือที่ท้อง ตรงจุดที่ลมหายใจเข้าออกชัดที่สุดสำหรับเรา การรู้ตัวแล้วพากลับมาแบบนี้เอง คือเนื้อแท้ของการปฏิบัติ ไม่ใช่การนั่งหลังตรงไม่ขยับเลยสักนิด
อย่างที่สองที่ช่วยได้มาก คือก่อนเริ่มนั่งทุกครั้ง ลองตั้งใจไว้สั้น ๆ กับตัวเองว่า วันนี้เราจะดูแลลมหายใจของตัวเราเท่านั้น ไม่ต้องไปรับรู้ว่าคนอื่นในศาลานั่งแบบไหน ตั้งใจไว้แบบนี้ก่อนหลับตา จะช่วยให้ตอนที่ใจเผลอเลื่อนไปทางอื่น เรากลับมาตั้งหลักได้เร็วขึ้น เพราะมีเจตนาวางไว้รอรับอยู่แล้ว
อย่างที่สามคือ เวลาขาชา หลังเมื่อย หรือใจฟุ้ง อย่ารีบตัดสินว่านั่นแปลว่าเรานั่งได้แย่ เพราะความรู้สึกพวกนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าสมาธิดีหรือไม่ดี มันเป็นแค่สิ่งที่ร่างกายกับใจกำลังเป็นอยู่ในขณะนั้น ให้รู้ว่าขาชา รู้ว่าใจฟุ้ง เหมือนรู้ว่ามีเมฆลอยผ่านท้องฟ้า ไม่ต้องไปไล่เมฆ แค่รู้ว่ามันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
อย่างที่สี่ ลองใช้เวลาสักสิบนาทีก่อนนอนที่บ้าน นั่งสมาธิคนเดียวในห้อง ไม่มีใครนั่งข้าง ๆ ให้เทียบเลย ทำแบบนี้สักสัปดาห์ละสองสามครั้ง จะช่วยให้เรารู้จักจังหวะใจของตัวเองจริง ๆ โดยไม่มีหลังของใครมาบังสายตา แล้วพอกลับไปนั่งที่วัดอีกครั้ง ใจจะคุ้นเคยกับการอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งการเหลือบมองซ้ายขวาเพื่อวัดว่าตัวเองทำได้ดีแค่ไหน
ระฆังตีครั้งสุดท้าย
ระฆังตีครั้งสุดท้ายของรอบนั้น เราลืมตาขึ้นพร้อมกับทุกคนในศาลา
คนที่นั่งข้าง ๆ ค่อย ๆ ขยับตัว เอามือนวดเข่าเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป กลายเป็นว่าเขาก็ปวดเข่าเหมือนกัน เพียงแต่ทนไว้ไม่ให้เห็น
เขาหันมายิ้มให้เราแวบหนึ่งก่อนเดินผ่าน เป็นรอยยิ้มธรรมดา ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับชั่วโมงที่ผ่านมาเลย
เราไม่รู้หรอกว่าในหัวของเขาช่วงชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เขาก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าในหัวของเรามีเรื่องอะไรวนอยู่บ้าง
ต่างคนต่างกลับบ้านไปพร้อมกับสิ่งที่มีอยู่ในใจของตัวเอง เท่าที่มันเป็น
