หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
เมียกับแม่ทะเลาะกัน เราต้องเลือกข้างใครไหม
ชีวิตและธรรมะ

เมียกับแม่ทะเลาะกัน เราต้องเลือกข้างใครไหม

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

หกโมงเย็น กลิ่นแกงลอยมาจากครัว เสียงหม้อกระทบเตาดังกว่าปกติ

เรานั่งอยู่ที่โซฟา ทำเป็นดูโทรศัพท์ แต่หูตั้งฟังทุกคำที่ลอยออกมา

"ทำไมต้องหั่นแบบนี้ แม่กินไม่ได้หรอกฟันไม่ดี" เสียงแม่

"หนูหั่นแบบนี้มาสิบปีแล้วค่ะ" เสียงเมีย น้ำเสียงเรียบแต่แข็ง

ไม่มีใครพูดจบประโยคด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่มีใครยอมใครสักคำ

เราลุกไปยืนอยู่ตรงกลางห้อง ไม่รู้จะเดินเข้าครัวไปทำไม เพราะไปแล้วจะทำอะไรได้ก็ไม่รู้ ยืนอยู่ตรงนั้นก็รู้สึกเหมือนทำผิดอยู่ดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

เสียงที่ดังในบ้าน ไม่ใช่แค่เรื่องข้าวหรือผ้า

ถ้าฟังผิวเผิน เรื่องมันเล็กมาก หั่นแกงยังไง ตากผ้ายังไง เปิดแอร์กี่องศา

แต่เราที่นั่งอยู่ตรงกลางรู้ดีว่าไม่ใช่แค่นั้น

แม่ที่เลี้ยงเรามาทั้งชีวิต กำลังรู้สึกว่าบ้านที่เคยเป็นของตัวเอง กำลังไม่เป็นของตัวเองอีกต่อไป ทุกอย่างที่เคยทำได้ตามใจ ตอนนี้ต้องถามก่อน หรือไม่ก็โดนแก้ทีหลัง

เมียที่ตั้งใจดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด กำลังรู้สึกว่าไม่ว่าทำอะไรก็ไม่เคยพอ ไม่เคยถูก และคนที่ควรจะยืนข้างเธอที่สุดกลับเงียบทุกครั้ง

ส่วนเรา คนตรงกลาง กำลังแบกความรู้สึกผิดสองชุดพร้อมกัน ชุดหนึ่งบอกว่าเรากำลังทำร้ายแม่ที่เลี้ยงเรามา อีกชุดบอกว่าเรากำลังทิ้งคนที่เลือกจะใช้ชีวิตด้วยกัน

ความเหนื่อยแบบนี้ไม่เหมือนความเหนื่อยจากงาน งานหนักแค่ไหนก็ยังมีเวลาเลิกงาน แต่เรื่องนี้ไม่มีเวลาเลิก เพราะมันอยู่ในบ้านที่เรากลับมานอนทุกคืน

หลายคืน เราแอบคิดว่าถ้าเลือกข้างใดข้างหนึ่งไปเลยจะจบไหม เลือกแม่ เมียก็เจ็บ เลือกเมีย แม่ก็เจ็บ คิดวนอยู่แบบนี้จนไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย

บางคืนคิดไปไกลกว่านั้นอีก คิดว่าถ้าเราไม่แต่งงาน แม่คงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ หรือถ้าเราไม่ชวนแม่มาอยู่ด้วย เมียคงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ โทษตัวเองไปเรื่อย ๆ จนลืมไปว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง เราแค่รักคนสองคนที่บังเอิญยังไม่รู้จักกันดีพอ

ไม่มีใครสั่งให้เราตัดสิน

ตรงนี้มีอะไรบางอย่างที่เราอาจไม่เคยสังเกต

คำว่า "เลือกข้าง" เป็นคำที่เรายื่นให้ตัวเองต่างหาก ไม่มีใครในบ้านพูดคำนี้ออกมาตรง ๆ สักคน

แม่ไม่ได้บอกว่า "เลือกแม่นะ" เมียก็ไม่ได้บอกว่า "เลือกฉันนะ" แต่ในหัวเรากลับตั้งกติกาขึ้นมาเองว่า ต้องมีคนแพ้คนหนึ่ง และเราคือคนตัดสิน

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในธรรมบทว่า

ชนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า พวกเรากำลังย่อยยับอยู่ในท่ามกลางนี้ ส่วนชนเหล่าใดในหมู่นั้นย่อมรู้สึก ความมุ่งร้ายทั้งหลายย่อมระงับไปเพราะการรู้สึกของชนเหล่านั้น

ท่านพูดถึงคนสองฝ่ายที่ทะเลาะกัน โดยไม่มีใครมองเห็นว่าการทะเลาะนั้นกำลังกัดกร่อนทุกคนไปพร้อมกัน คนที่เห็นก่อน คือคนที่ทำให้เรื่องสงบลงได้ก่อน

เราอาจไม่ใช่คนที่ทำให้แม่กับเมียหยุดทะเลาะกันได้ในคืนเดียว นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเรา และไม่มีใครทำได้จริง ๆ ด้วยซ้ำ

แต่เราเป็นคนที่เห็นได้ก่อนว่า กำลังมีสองคนที่เรารักกำลังเหนื่อยอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่สองคนที่ต้องแข่งกันเพื่อแย่งเรา

ในพระสูตรที่ว่าด้วยหน้าที่ต่อคนรอบข้าง ท่านสอนว่าเรามีหน้าที่ต่อพ่อแม่แบบหนึ่ง และมีหน้าที่ต่อคู่ครองอีกแบบหนึ่ง สองหน้าที่นี้ไม่ได้ถูกวางไว้ให้แย่งที่กัน แต่วางไว้คนละทิศทาง เหมือนคนคนหนึ่งหันหน้าไปมองได้หลายทิศ โดยไม่ต้องหมุนตัวหนีจากทิศไหนเลย

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เรารักใครมากกว่ากัน ปัญหาอยู่ที่เราไปเชื่อว่าความรักสองก้อนนี้ต้องแย่งพื้นที่กันในใจเราก้อนเดียว

เชือกเส้นเดียว ดึงสองทาง

ลองนึกภาพเชือกเส้นหนึ่งที่ผูกโยงอยู่ระหว่างเสาสองต้น

เสาต้นซ้ายคือแม่ เสาต้นขวาคือเมีย เชือกเส้นนั้นคือเรา

ถ้าเสาทั้งสองต้นดึงเชือกไปคนละทาง เชือกจะตึงมาก เจ็บที่สุดตรงกลาง ไม่ใช่ตรงปลาย

หลายคนที่อยู่ในสถานการณ์นี้ พยายามแก้ปัญหาด้วยการวิ่งไปอยู่ข้างเสาต้นใดต้นหนึ่งให้สุดทาง คิดว่าถ้าไปอยู่ข้างนั้นเลย เชือกจะได้หยุดตึง

แต่พอวิ่งไปอยู่ข้างซ้ายสุด เสาข้างขวาก็ดึงแรงขึ้น พอวิ่งไปข้างขวาสุด เสาข้างซ้ายก็ดึงแรงขึ้นเหมือนกัน เพราะระยะห่างที่มากขึ้น ยิ่งทำให้แรงดึงมากขึ้นตาม

สิ่งที่เชือกเส้นนี้ต้องการ ไม่ใช่การวิ่งไปสุดทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เป็นการยืนอยู่ตรงกลางอย่างมั่นคง ไม่ตึงจนขาด แต่ก็ไม่หย่อนจนไร้น้ำหนัก

เสาสองต้นนั้นไม่ได้อยากให้เชือกขาด เขาแค่อยากรู้สึกว่ายังมีเชือกผูกอยู่กับเขาจริง ๆ ไม่ใช่ผูกหลวม ๆ ให้พอเห็นเป็นพิธี

ถ้าลองสังเกตดี ๆ วันไหนที่เราเครียดจนเผลอเอียงตัวไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไป วันนั้นบ้านทั้งหลังจะยิ่งอึดอัดกว่าเดิม เพราะฝั่งที่รู้สึกว่ากำลังถูกทิ้งจะยิ่งดึงแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเขาอยากแกล้งเรา แต่เพราะเชือกที่หย่อนลงตรงไหน คนที่ถืออีกฝั่งก็ต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อให้ยังรู้สึกว่ามีเราอยู่

การยืนตรงกลางไม่ใช่การนิ่งเฉยหรือไม่เลือกใคร มันคือการให้น้ำหนักทั้งสองฝั่งเท่ากันในแบบที่แต่ละฝั่งพอจะรับได้ โดยที่เราไม่ต้องฉีกตัวเองออกเป็นสองท่อน

สิ่งที่พอทำได้ ในบ้านหลังเดียวกัน

เย็นวันถัดมา หลังจากที่แม่กับเมียเงียบใส่กันทั้งวัน เรานั่งลงคุยกับแม่คนเดียวก่อน ตอนที่เมียออกไปซื้อของ

ไม่ได้คุยเรื่องแกงหรือเรื่องผ้า แต่ถามแม่เฉย ๆ ว่าช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง แม่เล่าไปเรื่อย ๆ จนพูดถึงเรื่องที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่ยืนในบ้านหลังนี้อีกแล้ว เราไม่ได้เถียง ไม่ได้แก้ตัวแทนเมีย แค่ฟังจนแม่พูดหมด

พอเมียกลับมา เราชวนเธอไปเดินซื้อกาแฟแถวบ้านด้วยกันสองคน ไม่ใช่เพื่อประชุมแก้ปัญหา แค่อยากให้เธอได้ออกจากบ้านที่อึดอัดสักครึ่งชั่วโมง เธอไม่ได้พูดเรื่องแม่เลยสักคำตลอดทาง แต่กลับมาถึงบ้านหน้าตาดูโล่งขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่เราค่อย ๆ เรียนรู้คือ ทั้งแม่และเมียไม่ได้ต้องการให้เราไปเป็นทนายแก้ต่างให้อีกฝ่าย เวลาแม่บ่นเรื่องเมีย แม่แค่อยากให้ลูกฟัง ไม่ได้อยากให้ลูกวิ่งไปเถียงแทน เวลาเมียบ่นเรื่องแม่ เมียก็แค่อยากให้สามีเห็นว่าเธอเหนื่อย ไม่ได้อยากให้ผัวไปตัดสินแม่ตัวเอง

พอเราหยุดเป็นสายส่งสาร ไม่เอาคำบ่นของฝั่งหนึ่งไปเล่าให้อีกฝั่งฟังอีก เรื่องหลายเรื่องที่เคยลุกลามก็เริ่มดับไปเองตั้งแต่ยังไม่ทันถึงอีกฝั่ง

และในคืนที่บ้านเงียบสนิทเพราะทั้งสองคนยังโกรธกันอยู่ เรากลับพบว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการที่สุดไม่ใช่การไปไกล่เกลี่ยใครอีกแล้ว แต่เป็นการนั่งอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ สักสิบนาทีก่อนเข้านอน หายใจเข้าออกช้า ๆ โดยไม่ต้องคิดหาทางแก้อะไรทั้งนั้น เพราะถ้าใจเราเองยังเหนื่อยจนแตะขอบ เราจะไม่มีที่ว่างพอให้ทั้งสองคนพิงเลยสักคน

มีคำสอนสายปฏิบัติที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในทำนองว่า ใจที่ไม่มีที่ตั้งของตัวเอง จะถูกพัดไปตามอารมณ์ของคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ต้องมีที่ตั้งของใจเราเองก่อน ถึงจะมีแรงเหลือไปอยู่เคียงข้างคนอื่นได้จริง

อีกเรื่องที่ช่วยได้โดยไม่ต้องพูดอะไรมาก คือปล่อยให้แม่ยังมีมุมของตัวเองในบ้านที่ไม่มีใครไปแตะ อาจจะเป็นแค่เช้าวันเสาร์ที่แม่ได้ทำกับข้าวตามใจแม่คนเดียวในครัว โดยที่เมียไม่ต้องเข้าไปยุ่งด้วยเลยสักคำ แม่จะรู้สึกว่ายังมีที่ทางของตัวเองอยู่จริง ไม่ใช่ต้องแย่งพื้นที่ทุกตารางนิ้วในบ้านกับเมียตลอดเวลา และในทางกลับกัน เมียก็ควรมีเวลาส่วนตัวกับเราสองคนโดยไม่มีใครมาขัดจังหวะบ้างเช่นกัน ไม่ต้องมาก แค่พอให้รู้สึกว่าบ้านหลังนี้ยังมีที่ของเธอเหมือนกัน

  • คำบ่นของแม่ เป็นของแม่ คำบ่นของเมีย เป็นของเมีย ไม่ต้องขนไปส่งต่ออีกฝั่ง
  • ฟังให้จบก่อนพูด ไม่ต้องรีบแก้ตัวแทนใคร
  • ดูแลใจตัวเองให้มีที่ตั้งก่อน แล้วค่อยมีที่ว่างเหลือให้คนอื่นพิง

คืนนี้ที่บ้านอาจจะยังไม่เงียบ

พรุ่งนี้เช้าแม่กับเมียอาจจะยังไม่คุยกัน อาจจะยังมีเรื่องหั่นแกงหรือตากผ้าให้กระทบกันอีก

เราไม่ต้องรีบไปแก้ทุกเรื่องให้จบในคืนเดียว เพราะบ้านหลังนี้ไม่ได้พังเพราะเรื่องหั่นแกง มันแค่เป็นบ้านที่มีคนสองคนที่รักเราอยู่ในนั้นพร้อมกัน

คืนนี้แค่วางเชือกให้มันตึงน้อยลงสักนิดก็พอ ไม่ต้องถึงกับหายตึงทั้งเส้น