คืนที่ยสกุลบุตรเดินออกจากบ้านเพราะทนความสุขว่างเปล่าไม่ไหว
ตีสองกว่า ๆ เพิ่งกลับจากงานเลี้ยงฉลองที่เพื่อนจัดให้ที่บ้าน
คนสุดท้ายเพิ่งขึ้นแท็กซี่กลับไป โต๊ะยังเต็มไปด้วยจานที่ยังไม่ได้เก็บ แก้วที่ยังมีน้ำแข็งเหลือละลาย เพลงที่เปิดค้างไว้ยังดังอยู่เบา ๆ ในห้องที่ไม่มีใครฟังแล้ว
เมื่อสองชั่วโมงก่อนตรงนี้ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทุกคนบอกว่าสนุกมาก บอกว่าเราเก่งที่จัดงานได้ดีขนาดนี้ บอกว่าอยากให้จัดแบบนี้อีก
แต่ตอนนี้ นั่งอยู่คนเดียวท่ามกลางร่องรอยของความสนุกที่เพิ่งผ่านไป กลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างว่างโหวงอยู่ในอก
ไม่ใช่ความเหนื่อย ไม่ใช่ความเมา
เป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
มีทุกอย่างที่ควรจะมี แต่ยังหิวอยู่ดี
ลองมองย้อนดูชีวิตตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรให้บ่นได้จริง ๆ
งานก็มั่นคง คนรอบตัวก็รักใคร่ดี บ้านก็สวย ของกินของใช้ก็ไม่ขาด เวลาไปไหนก็มีคนทัก มีคนอยากคุยด้วย
ถ้าใครมาถามว่าชีวิตเป็นยังไงบ้าง คำตอบที่ออกจากปากจะเป็น "ก็ดีนะ" ทุกครั้ง และก็ไม่ได้โกหกด้วย มันดีจริง ๆ ตามมาตรฐานที่ใคร ๆ ก็อยากมี
แต่ตอนดึก ๆ แบบนี้ เวลาไม่มีใครมอง ไม่มีใครต้องแสดงให้ใครดู ความว่างโหวงนั้นก็โผล่มาทุกที
แปลกตรงที่มันไม่ได้มาตอนที่ชีวิตแย่ มันมาตอนที่ชีวิตดูดีที่สุด ตอนที่งานเลี้ยงสนุกที่สุด ตอนที่ทุกคนชมมากที่สุด
เหมือนกินอิ่มแล้วแต่ยังหิวอยู่ดี ไม่รู้จะหิวอะไร เพราะกินไปหมดทุกอย่างที่คิดว่าจะทำให้อิ่มแล้ว
ความรู้สึกแบบนี้น่ากลัวกว่าความทุกข์ธรรมดาด้วยซ้ำ เพราะความทุกข์ธรรมดายังพอรู้สาเหตุ รู้ว่าเจ็บเพราะอะไร แต่ความว่างโหวงกลางความสุขนี่ไม่รู้จะโทษใคร ไม่รู้จะแก้ตรงไหน
เจ้าชายน้อยแห่งเมืองพาราณสีที่เดินหนีออกจากบ้านตัวเอง
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อสองพันกว่าปีก่อน กับชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อยส
ยสเป็นลูกชายคนเดียวของเศรษฐีใหญ่แห่งเมืองพาราณสี ตระกูลรวยระดับที่พ่อสร้างคฤหาสน์ให้ลูกชายถึงสามหลัง หลังหนึ่งไว้อยู่หน้าหนาว หลังหนึ่งไว้อยู่หน้าร้อน หลังหนึ่งไว้อยู่หน้าฝน
ในช่วงหน้าฝนสี่เดือน ยสอยู่แต่ในคฤหาสน์หลังนั้น มีนักดนตรีและนางรำมาบำเรอทั้งวันทั้งคืน ไม่มีผู้ชายคนอื่นเข้าไปปะปนเลยสักคน เพราะพ่อกลัวลูกชายจะเบื่อหรือคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากความสุข
พูดง่าย ๆ คือยสมีทุกอย่างที่คนในยุคนั้นฝันถึง และมีมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
คืนหนึ่ง ยสนั่งฟังดนตรีจนเผลอหลับไปก่อนที่คนอื่นจะหลับ พอตื่นขึ้นมากลางดึก ตะเกียงในห้องยังจุดอยู่ เขาเห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
นางรำและนักดนตรีที่เมื่อครู่ยังงดงามอยู่บนเวที ตอนนี้นอนระเกะระกะเต็มห้อง บางคนน้ำลายไหล บางคนกัดฟันละเมอ บางคนผ้าหลุดจากตัว บางคนกอดเครื่องดนตรีนอนกรน
ภาพตรงหน้าเหมือนป่าช้าที่เต็มไปด้วยซากศพ ทั้งที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ทุกคนในห้องนี้ยังดูสวยงามราวกับเทพธิดา
ยสรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาทันที ไม่ใช่สะอิดสะเอียนคนเหล่านั้น แต่สะอิดสะเอียนกับความสุขทั้งหมดที่เขาเคยหลงว่ามันจริง
เขาลุกขึ้น พูดออกมาคนเดียวว่า
ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ
แล้วสวมรองเท้าทองคำ เดินออกจากคฤหาสน์กลางดึกทั้งที่ไม่มีใครไล่ ไม่มีใครทำร้าย ไม่มีใครบังคับ
เขาเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงประตูเมือง ตำนานเล่าว่าประตูเมืองที่ควรจะปิดสนิทกลับเปิดออกให้เขาเดินผ่านไปได้พอดี ราวกับมีบางอย่างรอเขาอยู่ข้างนอก
เขาเดินต่อไปจนถึงป่าอิสิปตนะ มฤคทายวัน สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่กับพระภิกษุห้ารูปแรกหลังจากแสดงปฐมเทศนาได้ไม่นาน
ตอนนั้นเป็นเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้ากำลังเดินจงกรมอยู่ พอเห็นยสเดินมาแต่ไกล พร้อมกับปากที่ยังพร่ำอยู่คำเดิม ท่านจึงเรียกเขาว่า
ที่นี่ไม่มีความวุ่นวาย ที่นี่ไม่มีความขัดข้อง มานี่เถิด ยส นั่งลงเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟัง
ยสได้ยินแล้วรู้สึกโล่งอย่างประหลาด เหมือนมีคนบอกว่าสิ่งที่เขารู้สึกมาทั้งคืนไม่ใช่เรื่องบ้า เขาถอดรองเท้าทองคำ เดินเข้าไปนั่งลงตรงหน้าพระพุทธเจ้า
แสงตะเกียงที่เพิ่งดับ กับสนามหญ้าตอนเช้า
ลองนึกถึงงานวัดที่เคยไปตอนเด็ก ๆ
ตอนกลางคืน ทุกอย่างสว่างไสว ไฟกะพริบ เสียงเพลงดัง คนแน่นขนัด ของกินหอมฟุ้ง รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมารวมอยู่ตรงนั้น
พอเช้าวันรุ่งขึ้น ถ้าเดินผ่านสนามเดิมอีกครั้ง จะเจออะไร
เศษกระดาษปลิว เก้าอี้พลาสติกกองเกะกะ ขี้เถ้าจากเตาไฟที่เย็นแล้ว แสงแดดส่องลงมาที่สนามโล่ง ๆ เงียบจนได้ยินเสียงลมพัด
งานวัดไม่ได้หลอกเรา มันสนุกจริงตอนที่มันสนุก แต่ความสนุกนั้นมีอายุของมัน พอไฟดับ เพลงหยุด มันก็เหลือแค่สนามเปล่า ๆ เหมือนเดิม
ความสุขจากเสียงชม จากงานเลี้ยง จากการได้ครอบครองสิ่งที่อยากได้ ก็เป็นแบบเดียวกับงานวัด
ตอนไฟยังสว่างมันดูเหมือนจะอยู่ตลอดไป แต่พอตะเกียงดับ สิ่งที่เหลืออยู่คือตัวเราคนเดียวกับสนามที่ว่างเปล่า
ยสไม่ได้เจอปัญหาอะไรผิดปกติ เขาแค่บังเอิญตื่นขึ้นมาเห็นสนามตอนไฟเพิ่งดับ ในขณะที่คนอื่นส่วนใหญ่ยังหลับอยู่ในความสว่างของมันโดยไม่รู้ตัว
ธรรมที่ทำให้ใจที่หิวมานานรู้จักอิ่มเป็นครั้งแรก
พระพุทธเจ้าไม่ได้เริ่มสอนยสด้วยเรื่องยาก ๆ
ท่านเริ่มจากเรื่องการให้ เรื่องการรักษาศีล เรื่องผลของความดีที่นำไปสู่ความสุข แล้วค่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่าความสุขจากการเสพนั้นมีข้อบกพร่องแฝงอยู่เสมอ และการปล่อยวางจากมันต่างหากที่ทำให้ใจเบา
ท่านรอจนใจของยสอ่อนโยนพอ เปิดพอ ปลอดจากความลังเลพอ แล้วจึงแสดงเรื่องทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และทางที่จะไปถึงความดับทุกข์นั้น
ตรงนั้นเอง ยสเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิตที่อยู่ในคฤหาสน์สามหลัง
ระหว่างนั้น พ่อของยสตามหาลูกชายมาทั้งคืน เห็นรอยรองเท้าทองคำทอดยาวมาจนถึงป่า จึงตามมาถามพระพุทธเจ้าว่าเห็นชายหนุ่มแบบนี้ผ่านมาไหม
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่บันดาลให้พ่อมองไม่เห็นยสที่นั่งอยู่ตรงนั้น แล้วแสดงธรรมชุดเดียวกันให้พ่อฟัง จนพ่อเข้าใจธรรมและขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง กลายเป็นฆราวาสคนแรกของโลกที่ถึงไตรสรณะแบบนี้
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้พ่อเห็นยสอีกครั้ง ตอนนั้นยสฟังธรรมพร้อมกับพ่อ และด้วยใจที่ใคร่ครวญมาตลอดคืน เขาบรรลุธรรมขั้นสูงสุดในขณะที่พ่อยังนั่งอยู่ตรงนั้นเอง
ถ้านับพระพุทธเจ้าเป็นหนึ่งองค์ รวมกับพระภิกษุห้ารูปแรกที่บรรลุธรรมไปก่อนหน้านี้ รวมเป็นหกองค์ คืนนั้นยสจึงกลายเป็นพระอรหันต์องค์ที่เจ็ดของโลก
พ่อยังไม่รู้ว่าลูกชายเปลี่ยนไปแล้ว จึงชวนพระพุทธเจ้าและยสไปฉันภัตตาหารที่บ้านในวันรุ่งขึ้น พอพ่อกลับไปก่อน ยสจึงขอบวชกับพระพุทธเจ้าทันที และได้บวชด้วยคำว่า "มาเป็นภิกษุเถิด" ซึ่งเป็นการบวชที่พระพุทธเจ้าประทานให้ผู้นั้นเป็นภิกษุด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องผ่านพิธีอื่นใด
วันรุ่งขึ้น แม่และภรรยาเดิมของยสได้ฟังธรรมที่บ้านนั้นเช่นกัน ทั้งสองเข้าใจธรรมและถึงไตรสรณะ กลายเป็นอุบาสิกาคู่แรกของโลก
ไม่นานหลังจากนั้น เพื่อนสนิทของยสอีกสี่คนได้ยินว่ายสออกบวช คิดว่าธรรมที่ยสเจอต้องไม่ธรรมดา จึงตามมาบวชด้วย แล้วเพื่อนอีกห้าสิบคนจากต่างเมืองก็ตามมาอีก ทุกคนล้วนบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเช่นกัน
เอาเรื่องของยสมาวางไว้ในคืนที่เรารู้สึกว่างเปล่า
ไม่ต้องรอให้ถึงจุดที่ต้องเดินออกจากบ้านกลางดึกก็ได้
สิ่งที่พอทำได้จริงในคืนที่รู้สึกเหมือนยสตอนตื่นกลางดึกนั้น เริ่มจากการไม่รีบเปิดโทรศัพท์เพื่อกลบความว่างเปล่าที่เพิ่งโผล่มา ลองนั่งอยู่กับมันสักครู่ก่อน ให้เวลามันสักห้านาทีสิบนาที โดยไม่ต้องรีบหาคำตอบว่ามันคืออะไร แค่รู้ว่ามันมาแล้ว
ระหว่างนั่งอยู่กับความรู้สึกนั้น ลองถามตัวเองเบา ๆ ว่าความสุขที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน ไม่ต้องตอบให้ได้ทันที แค่สังเกตว่ามันจางไปเร็วแค่ไหน คำถามแบบนี้ไม่ได้มีไว้ทำลายความสุข แต่มีไว้ให้เห็นตามจริงว่าความสุขแบบไหนอยู่ได้นาน แบบไหนอยู่ได้แค่ชั่วคราว
ถ้าวันไหนมีเวลามากกว่านั้น ลองหาสิบนาทีตอนเช้าก่อนเปิดโทรศัพท์ นั่งเฉย ๆ หายใจตามปกติ ไม่ต้องพิเศษ แค่รู้ตัวว่าตอนนี้กำลังหายใจเข้า ตอนนี้กำลังหายใจออก ทำแบบนี้ก่อนที่วันจะเริ่มพัดพาเราไปหาความสุขแบบงานวัดอีกรอบ จะช่วยให้เห็นความต่างระหว่างความสุขที่มาจากการได้ กับความสงบที่มาจากการไม่ต้องวิ่งหาอะไรเลย
อีกอย่างที่ทำได้ในชีวิตประจำวันคือ เวลาทำสิ่งใดก็ตามเพื่อให้คนอื่นชม ลองสังเกตความรู้สึกในใจตอนที่ยังไม่มีใครชม กับตอนที่มีคนชมแล้ว ถ้าใจยังโหวงเหมือนเดิมทั้งสองช่วง นั่นเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ตามหาอยู่ไม่ได้อยู่ในคำชมนั้นตั้งแต่แรก
และถ้ามีโอกาสได้ฟังธรรมหรืออ่านธรรมะสักบทหนึ่งในแต่ละสัปดาห์ ไม่ต้องเลือกบทยากหรือบทที่ฟังดูขลัง แค่บทที่พูดถึงเรื่องใกล้ตัวแบบเรื่องของยสนี้ก็พอ เพราะบางที ตัวหนังสือธรรมดา ๆ ที่อ่านตอนใจว่าง อาจเป็นประตูเมืองที่เปิดออกพอดีในคืนที่เราต้องการมันที่สุด
คืนนี้ไม่ต้องเดินออกจากบ้าน
ไม่ใช่ทุกคนต้องมีคืนแบบยส ที่ต้องเดินออกจากคฤหาสน์สามหลังกลางดึก
บางคนอาจแค่นั่งอยู่ตรงที่เดิม กับโต๊ะที่ยังไม่ได้เก็บ เพลงที่ยังไม่ได้ปิด แล้วรู้สึกว่าความว่างโหวงตรงนั้นไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่คิด
มันอาจเป็นแค่ใจที่กำลังบอกว่ายังมีที่ว่างเหลืออยู่ ที่ยังไม่มีอะไรมาเติมเต็มได้จริง
พรุ่งนี้เช้า แสงแดดจะส่องมาที่สนามหญ้าเดิมเหมือนทุกครั้ง เศษกระดาษจะยังกองอยู่ตรงนั้น
แต่คนที่เคยเห็นสนามตอนไฟดับแล้วสักครั้ง จะไม่มองงานวัดครั้งต่อไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
