ปฏิบัติสามปีแล้วทำไมยังรู้สึกย่ำอยู่ที่เดิม
สามปีมาแล้วที่เรานั่งสมาธิทุกคืนก่อนนอน
คืนนี้ก็เหมือนทุกคืน ปูเบาะ ตั้งเวลาไว้ยี่สิบนาที แล้วก็หลับตาลง
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จิตหนีไปคิดเรื่องงาน ดึงกลับมา หนีไปอีก ดึงกลับมาอีก
พอสัญญาณเตือนดังขึ้น เราลืมตา แล้วก็รู้สึกอย่างที่รู้สึกมาหลายเดือนแล้ว
รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย
ปีแรกที่เริ่มนั่ง เรารู้สึกว่าตัวเองกำลังไปไหนสักที่ ใจสงบง่ายขึ้น โมโหน้อยลง หลับง่ายขึ้น เพื่อนทักด้วยซ้ำว่าเราใจเย็นขึ้น
แต่ตอนนี้สามปีผ่านไป เรายังโมโหเวลารถติด ยังน้อยใจเวลาคนในบ้านพูดแรง ยังฟุ้งตอนนั่งสมาธิเหมือนวันแรก ๆ
ถ้านับเวลาที่ลงทุนไป หลายร้อยชั่วโมง หลายพันลมหายใจ แล้วทำไมเรายังเป็นคนเดิม
เมื่อสมุดบันทึกเก่าบอกว่าเราไม่ไปไหนเลย
เมื่อสัปดาห์ก่อนเราลองเปิดสมุดที่จดไว้ตอนเริ่มปฏิบัติใหม่ ๆ
หน้าแรกเขียนไว้ว่า "วันนี้นั่งได้สิบนาที ฟุ้งตลอด จับลมหายใจไม่ค่อยอยู่ อยากเลิกกลางคัน"
เราพลิกไปหน้าท้าย ๆ ที่จดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
"วันนี้นั่งได้ยี่สิบนาที ฟุ้งเยอะ จับลมหายใจไม่ค่อยอยู่ อยากลุกไปทำอย่างอื่น"
สองประโยคนี้เกือบจะเหมือนกันทุกคำ ห่างกันสามปี
ตรงนี้แหละที่ทำให้ใจหล่นวูบ
ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าไม่คืบหน้า แต่รู้สึกว่าสามปีที่ผ่านมาอาจจะเสียเวลาเปล่า เพื่อนที่ไม่เคยนั่งสมาธิเลยสักครั้ง ดูจะใช้ชีวิตได้ปกติดีพอ ๆ กับเรา
คำถามที่ผุดขึ้นมาตอนตีสองคืนนั้นคือ เรากำลังฝึกผิดวิธีอยู่หรือเปล่า หรือธรรมะแบบนี้ใช้ไม่ได้กับคนแบบเรา
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราทำผิด มันเป็นความรู้สึกที่คนปฏิบัติเกือบทุกคนต้องเจอสักช่วงหนึ่ง ช่วงที่มองย้อนหลังแล้วเห็นแต่พื้นราบ ไม่เห็นเนินที่ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมา
มีอยู่ช่วงหนึ่งเราถึงกับลองเสิร์ชหาว่า "ปฏิบัติกี่ปีถึงจะเห็นผล" อ่านกระทู้คนอื่นแล้วยิ่งท้อ เพราะบางคนเขียนว่าปฏิบัติหกเดือนก็เปลี่ยนชีวิตไปแล้ว ในขณะที่เราสามปียังรู้สึกเหมือนวันแรก
แต่กระทู้พวกนั้นไม่มีใครเขียนถึงคืนที่นั่งแล้วฟุ้งเหมือนไม่ได้นั่ง ไม่มีใครเขียนถึงเดือนที่เกือบเลิก เขาเขียนแต่ตอนที่ผลออกมาแล้วเท่านั้น เราจึงเห็นแต่ยอดภูเขา ไม่เห็นทางที่เขาเดินขึ้นมา
ความก้าวหน้าที่มองไม่เห็นด้วยตา
ปัญหาอย่างหนึ่งของการวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ คือเราเอาไม้บรรทัดที่ผิดมาวัด
เราวัดจากความรู้สึกตอนนั่งจบในแต่ละคืน ฟุ้งเยอะก็คิดว่าวันนี้แย่ ฟุ้งน้อยก็คิดว่าวันนี้ดี แล้วเอาความรู้สึกรายวันแบบนี้มาบวกลบคูณหารเป็นภาพรวมของสามปี
แต่สิ่งที่ปฏิบัติเปลี่ยนจริง ๆ มักไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น "ระหว่าง" นั่ง
มันคือสิ่งที่เกิดขึ้น "หลัง" นั่ง ตอนที่เราอยู่ในชีวิตจริง
เมื่อสามปีก่อน ถ้าเพื่อนร่วมงานพูดจาไม่ดีใส่ เราอาจเก็บไปคิดทั้งสัปดาห์ ตอนนี้เราอาจจะยังโมโหอยู่ แต่พอตกเย็นก็ปล่อยได้ นั่นคือความต่างที่ไม่มีใครจดในสมุดบันทึกการนั่งสมาธิ เพราะสมุดจดแค่ว่านั่งได้กี่นาที ฟุ้งแค่ไหน ไม่ได้จดว่าวันนี้เราปล่อยเรื่องหนึ่งได้เร็วกว่าเมื่อก่อนกี่ชั่วโมง
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทถึงเรื่องความดีที่สั่งสมทีละน้อยว่า
อย่าดูหมิ่นความดีว่ามีประมาณน้อยแล้วจะไม่ให้ผล หม้อน้ำยังเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยดฉันใด ผู้มีปัญญาสั่งสมความดีแม้ทีละน้อย ก็เต็มเปี่ยมด้วยความดีได้ฉันนั้น
หยดน้ำหยดหนึ่งไม่เคยทำให้หม้อดูเต็มขึ้นเลย ใครมายืนดูหม้อใบนั้นทุกวินาทีจะบอกว่าหม้อนี้ไม่มีวันเต็ม
แต่หม้อเต็มได้จริง ทุกวัน
ท่านไม่ได้บอกว่าให้รอจนหม้อเต็มแล้วค่อยพอใจ ท่านบอกแค่ว่าอย่าดูหมิ่นหยดที่กำลังหยดอยู่ตอนนี้ เพราะเราไม่มีทางเห็นมันสะสมด้วยตาเปล่าอยู่แล้ว
ธรรมบทอีกบทหนึ่งพูดถึงคนที่ฝึกตนไว้ว่า
ช่างศรย่อมดัดลูกศรให้ตรงได้ ช่างไม้ย่อมถากไม้ได้ตามต้องการ คนไขน้ำย่อมไขน้ำไปตามทางที่ต้องการได้ ส่วนบัณฑิตย่อมฝึกตนเอง
ช่างศรไม่ได้ดัดลูกศรให้ตรงในการดัดครั้งเดียว เขาดัดซ้ำ ๆ ทีละนิด บางทีดัดวันนี้แล้วดูเหมือนยังคดอยู่เหมือนเดิม แต่เขาไม่เลิกดัด เพราะรู้ว่าความตรงไม่ได้มาจากการดัดครั้งเดียวที่ยิ่งใหญ่ แต่มาจากการดัดเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำจนลูกศรลืมความคดของมันไปเอง
คนดัดลูกศรไม่เคยถามตัวเองทุกครั้งที่ดัดว่า "ตรงหรือยัง" เขาแค่ดัด แล้วดัดอีก แล้วดัดอีก จนวันหนึ่งเขายกลูกศรขึ้นเล็งแสงแดด แล้วพบว่ามันตรงมานานแล้วโดยที่เขาไม่ทันสังเกต
ต้นมะม่วงหลังบ้านที่ไม่เคยหยุดโต
ลองนึกถึงต้นมะม่วงที่ใครสักคนปลูกไว้หลังบ้านเมื่อสามปีก่อน
ปีแรกรดน้ำทุกเช้า มองดูทุกวัน แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ยังเป็นต้นเล็ก ๆ สูงแค่เอว บางวันก็แอบคิดว่าต้นนี้คงไม่โตแล้วมั้ง
ถ้าไปขุดดูรากทุกวันเพื่อเช็คว่ามันโตหรือยัง ต้นนั้นจะตายก่อนได้โตด้วยซ้ำ
แต่ถ้าปล่อยมันไว้ตรงนั้น รดน้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ขุดดูราก วันหนึ่งเราจะเงยหน้ามองแล้วสะดุ้ง ต้นมะม่วงสูงพ้นรั้วไปแล้ว ใบดกร่มเงาปกคลุมพื้นดินที่เคยแห้งโล่ง
ไม่มีวันไหนสักวันที่ต้นไม้ "โตพรวดเดียว" ให้เราเห็นทันตา มันโตทุกวันในอัตราที่ตาเปล่ามองไม่ทัน
การนั่งสมาธิสามปีก็เป็นแบบเดียวกัน เราขุดดูรากทุกคืนด้วยการถามตัวเองว่า "วันนี้ดีขึ้นหรือยัง" คำถามนี้เองที่ทำให้รากช้ำ ทั้งที่รากมันกำลังทำงานของมันอยู่ใต้ดินตลอดเวลา
บางทีสิ่งที่เราต้องเปลี่ยนไม่ใช่ความพยายาม แต่เป็นวิธีมองว่าอะไรคือ "การโต" ของต้นไม้ต้นนี้
สามปีที่ผ่านมา เอาไปใช้ยังไงให้ต่างจากเดิม
สิ่งแรกที่พอทำได้คือเปลี่ยนคำถามที่ถามตัวเองหลังนั่งเสร็จ แทนที่จะถามว่า "วันนี้ฟุ้งไหม" ให้ลองถามว่า "เมื่อกี้ตอนที่รู้ตัวว่าจิตหนีไปแล้วดึงกลับมา เรารู้สึกอย่างไร" เพราะจุดที่รู้ตัวแล้วดึงกลับนั่นแหละคือเนื้อแท้ของการปฏิบัติ ไม่ใช่ความสงบระหว่างนั่ง คนที่ดึงจิตกลับได้เร็วขึ้นแม้แค่ครึ่งวินาที คือคนที่ก้าวหน้าแล้ว แม้จะยังฟุ้งเท่าเดิมก็ตาม
สิ่งที่สองคือลองมองหาความเปลี่ยนแปลงนอกเบาะสมาธิแทนที่จะมองแค่บนเบาะ ลองนึกย้อนกลับไปหนึ่งเดือน มีเหตุการณ์ไหนที่เมื่อก่อนจะทำให้เราหงุดหงิดทั้งวัน แต่ตอนนี้ผ่านไปได้ในครึ่งชั่วโมงบ้างไหม ถ้านึกออกแม้เรื่องเดียว นั่นคือหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ความรู้สึกเลื่อนลอย
สิ่งที่สามคือเปลี่ยนช่วงเวลาที่ประเมินผล จากประเมินทุกคืนเป็นประเมินทุกสามเดือน เขียนสั้น ๆ ในสมุดเล่มเดียวกับที่จดไว้ตอนแรก แล้วเทียบกับสามเดือนก่อนหน้า ไม่ใช่เทียบกับเมื่อวาน เพราะการเทียบรายวันจับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เหมือนวัดความสูงต้นไม้ทุกชั่วโมงย่อมไม่เห็นอะไรเลย ต้องวัดห่างกันเป็นเดือนถึงจะเห็นตัวเลขขยับ
สิ่งที่สี่ ถ้าคืนไหนรู้สึกท้อจริง ๆ จนอยากเลิก ให้อนุญาตให้ตัวเองนั่งแค่ห้านาทีแทนยี่สิบนาที ไม่ต้องเก่งเท่าเดิมทุกคืน ข้อสำคัญไม่ใช่ความยาวของการนั่ง แต่คือการไม่ขาดช่วงจนลืมกลับมานั่งเลย เพราะรากของต้นไม้ที่หยุดรดน้ำไปหกเดือนจะเสียเวลามากกว่ารากที่ได้น้ำแค่หยดเดียวทุกวัน
พอลองทำสามสิ่งแรกไปสักพัก มักจะเจอสิ่งหนึ่งที่ไม่คาดคิด นั่นคือความรู้สึก "ย่ำอยู่ที่เดิม" มักจะบางลงเอง ไม่ใช่เพราะปฏิบัติดีขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เพราะเราเริ่มมองเห็นสิ่งที่มันซ่อนอยู่มาตลอด
ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากคืนนี้สักอย่าง ลองจำแค่นี้พอ
- ถามตัวเองว่าดึงจิตกลับได้เร็วขึ้นไหม แทนที่จะถามว่าวันนี้ฟุ้งไหม
- มองหาความเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริงนอกเบาะ ไม่ใช่แค่ระหว่างนั่ง
- ประเมินผลทุกสามเดือน ไม่ใช่ทุกคืน
คืนนี้ก็แค่นั่งอีกครั้งหนึ่ง
คืนนี้ถ้านั่งแล้วยังฟุ้งเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องรีบตัดสินว่าสามปีที่ผ่านมาสูญเปล่า
หยดน้ำหยดที่ล้านกว่ายังไม่ทำให้หม้อดูต่างจากหยดที่หนึ่งล้าน แต่หม้อใกล้เต็มกว่าเดิมเสมอ
ต้นมะม่วงหลังบ้านก็ยังโตอยู่ ตอนนี้ ขณะที่เรากำลังอ่านอยู่นี่แหละ
พรุ่งนี้ค่อยรดน้ำอีกครั้งก็พอ
