หัวหน้าใหม่อายุน้อยกว่าลูกเรา
เช้าวันจันทร์ ห้องประชุมชั้นสาม แอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นกาแฟจากเครื่องชงมุมห้องลอยมาแผ่ว ๆ
หัวหน้าคนใหม่เดินเข้ามาพร้อมแล็ปท็อปเครื่องบาง แต่งตัวเรียบร้อย พูดจาฉะฉาน เขาแนะนำตัวสั้น ๆ แล้วเปิดสไลด์อธิบายวิธีทำงานแบบใหม่ที่ทุกคนต้องปรับตัวตาม
เรานั่งอยู่แถวหลัง มือประคองแก้วกาแฟที่เย็นชืดไปแล้วตั้งแต่นาทีที่สิบ
ในหัวมีตัวเลขหนึ่งตัวลอยขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจนับ
อายุของหัวหน้าคนนี้ ใกล้เคียงกับอายุลูกชายเราที่บ้าน คนที่เมื่อวานซืนยังเดินมาขอเงินค่าซ่อมมอเตอร์ไซค์อยู่เลย
เขาพูดจบ ถามว่ามีใครสงสัยอะไรไหม เราไม่ได้ยกมือ ไม่ใช่เพราะไม่มีคำถาม แต่เพราะไม่รู้จะเริ่มยังไงกับความรู้สึกที่ค้างอยู่ในอกตั้งแต่ประโยคแรกที่เขาพูด
ทำงานมายี่สิบปี แล้วต้องมายืนฟังใคร
เย็นวันนั้นกลับถึงบ้าน เราเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาหนึ่งแก้ว ยืนอยู่หน้าครัวเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรต่อ
ความรู้สึกที่ค้างอยู่ทั้งวันเพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างตอนนี้เอง
มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความอิจฉา มันเป็นอะไรที่จี๊ดกว่านั้น เหมือนมีคนมาบอกเราเงียบ ๆ ว่า สิ่งที่เราสะสมมาทั้งชีวิต ไม่ได้มีค่าเท่าที่เราคิด
เราทำงานที่นี่มาก่อนเขาเกิดด้วยซ้ำ อาจจะพูดเกินจริงไปหน่อย แต่ก็ใกล้เคียง เราผ่านวิกฤตบริษัทมาสองรอบ ผ่านหัวหน้ามาสี่คน เคยฝึกงานให้เด็กจบใหม่มาแล้วนับไม่ถ้วน
แล้ววันนี้คนที่จะมาตัดสินว่างานของเราดีพอไหม คือเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกเรา
ที่แปลกคือ เราไม่ได้โกรธตัวเขาเป็นการส่วนตัว เขายังไม่ได้ทำอะไรผิดต่อเราเลยสักครั้ง เขาแค่ยืนอยู่ตรงตำแหน่งที่เราไม่คิดว่าคนวัยเขาควรจะยืน
ความอึดอัดจริง ๆ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา แต่อยู่ที่คำถามที่ผุดขึ้นในใจเราเองว่า แล้วที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่ ทำไมคนที่มาทีหลังถึงไปได้ไกลกว่า
คืนนั้นเรานอนคิดอยู่นาน ไม่ใช่คิดเรื่องงานพรุ่งนี้ แต่คิดเรื่องตัวเองที่อายุมากขึ้นทุกปี ในขณะที่โลกรอบตัวหมุนไปข้างหน้าโดยไม่ถามเราสักคำ
เมื่อพระพุทธเจ้าบอกว่าความแก่ไม่ใช่ตัววัด
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก คนแก่กว่าต้องทำงานให้คนอ่อนกว่าสั่ง มีมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ยุคนี้มันเร็วขึ้นและเห็นชัดขึ้น
ในพระธรรมบท หมวดว่าด้วยผู้เฒ่า มีข้อความหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เรื่อง "ความเป็นผู้ใหญ่" ว่าจริง ๆ แล้ววัดกันที่อะไร ท่านตรัสไว้ตรง ๆ ว่า
คนเราจะเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เพราะผมหงอกบนหัว ผู้ที่มีแต่วัยแก่เฒ่าเปล่า ๆ ท่านเรียกว่าแก่เปล่าประโยชน์
ท่านพูดต่อว่า ผู้ใดมีสัจจะ มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวมและข่มใจตนได้ ผู้นั้นแหละที่ควรเรียกว่าผู้ใหญ่ที่แท้จริง
ฟังตอนแรกอาจจะรู้สึกว่าท่านกำลังปลอบใจคนแก่ แต่จริง ๆ แล้วท่านกำลังทำอะไรที่ตรงข้ามเลย ท่านกำลังถอดอายุออกจากสมการทั้งหมด
ไม่ใช่ว่าแก่แล้วดี หรือแก่แล้วไม่ดี อายุมันแค่ไม่ใช่ตัววัดตั้งแต่ต้น สิ่งที่วัดคือคุณสมบัติในตัวคนคนนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในร่างของคนอายุยี่สิบห้าหรือห้าสิบห้า
ความอึดอัดของเราจึงไม่ได้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าหัวหน้าอายุน้อย แต่มาจากสมการที่เราตั้งไว้เองในหัวว่า อายุมากต้องมาก่อนอายุน้อยเสมอ พอสมการนั้นไม่เป็นจริง เราจึงรู้สึกเหมือนโลกกำลังผิดที่ผิดทาง
ท่านยังพูดถึงเรื่องนี้อีกมุมหนึ่งในธรรมบทเช่นกัน เรื่องคนที่สำคัญตนผิด
คนโง่ที่รู้ตัวว่าโง่ ยังนับว่าเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนคนโง่ที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต นั่นแหละเรียกว่าคนโง่แท้
ท่านไม่ได้เล่นเรื่องคนอื่นเลยตรงนี้ ท่านชี้เข้ามาที่ใจของคนฟังตรง ๆ ว่า ความสำคัญตนต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ใช่ตำแหน่งหรืออายุ
พูดง่าย ๆ ในภาษาคนคือ ความรู้สึก "ฉันต้องเหนือกว่า" กับความรู้สึก "ฉันด้อยกว่า" มันเป็นเหรียญเดียวกัน คนละหน้าเท่านั้นเอง ทั้งสองแบบต่างวัดตัวเองเทียบกับคนอื่นเหมือนกัน ในทางธรรมเรียกความรู้สึกแบบนี้ว่า "มานะ" ซึ่งแปลตรงตัวว่าความถือตัว ไม่ได้แปลว่าหยิ่งอย่างเดียว แต่รวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นด้วย เพราะทั้งสองแบบต่างก็ยังยึดอยู่กับการเปรียบเทียบ
ก้อนหินในกระเป๋าที่แบกมาโดยไม่รู้ตัว
ลองนึกภาพกระเป๋าเป้ใบหนึ่งที่เราแบกมาทำงานทุกวัน
ในกระเป๋ามีสมุดบันทึก มีปากกา มีของกินเล่น แล้วก็มีก้อนหินก้อนหนึ่งที่เราใส่ไว้นานมากจนลืมไปแล้วว่าใส่ตอนไหน
ก้อนหินก้อนนั้นชื่อว่า "ฉันต้องมาก่อนคนอายุน้อยกว่าเสมอ"
วันธรรมดา ก้อนหินนี้ไม่มีน้ำหนักอะไรเลย เราแบกกระเป๋าไปทำงานเหมือนปกติ ไม่รู้สึกหนักผิดสังเกต
แต่วันที่มีคนอายุน้อยกว่าลูกเรามายืนอยู่ในตำแหน่งหัวหน้า ก้อนหินก้อนนั้นเหมือนถูกจุดไฟ มันร้อนขึ้นมาทันที และน้ำหนักของมันก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าในพริบตา
เราไม่ได้แบกงานหนักขึ้น งานก็เป็นงานเดิม ที่หนักขึ้นคือก้อนหินใบนั้น ที่เราแบกมานานจนคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกระเป๋าไปแล้ว
สิ่งที่น่าลองทำคือ หยิบก้อนหินนั้นออกมาดูให้ชัด ๆ สักครั้ง ไม่ต้องรีบทิ้งมันทันที แค่มองว่ามันมีรูปร่างหน้าตายังไง เขียนไว้ว่าอะไร
พอมองชัด ๆ หลายคนจะเห็นว่าก้อนหินนี้ไม่ได้เขียนว่า "ฉันต้องทำงานดี" หรือ "ฉันต้องเก่ง" มันเขียนแค่ว่า "ฉันต้องมาก่อน" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการทำงานให้ดีเลย
เอาไปใช้ยังไงในวันที่ต้องกลับไปนั่งประชุมกับเขาอีกครั้ง
พรุ่งนี้เรายังต้องไปทำงาน หัวหน้าคนนั้นยังอยู่ตรงนั้น สิ่งที่พอทำได้จริงไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดของเราให้หายอึดอัดในคืนเดียว แต่เป็นการค่อย ๆ วางก้อนหินลงทีละนิด
เวลาที่เขาสั่งงานหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับงานที่เราทำ ลองสังเกตตัวเองก่อนตอบสนองสักหนึ่งลมหายใจ ให้รู้ว่าตอนนี้ในใจกำลังฟังเนื้องานที่เขาพูด หรือกำลังฟังผ่านตัวเลขอายุที่เราคำนวณไว้ในหัว ถ้าฟังผ่านตัวเลขอายุ คำพูดธรรมดาก็จะฟังดูเหมือนถูกดูถูกไปหมด ทั้งที่เขาอาจจะแค่บอกงานตามปกติ
ตอนเย็นวันไหนที่รู้สึกอึดอัดมากเป็นพิเศษ ลองหากระดาษมาแผ่นหนึ่ง เขียนแยกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเขียนว่าวันนี้เขาพูดอะไรกับเราจริง ๆ คำต่อคำ อีกฝั่งเขียนว่าเราตีความมันว่าอะไร หลายครั้งจะพบว่าฝั่งแรกสั้นมาก มีแค่ประโยคเดียวว่า "ช่วยแก้ตรงนี้หน่อย" ส่วนฝั่งที่สองยาวเป็นหน้ากระดาษ เต็มไปด้วยเรื่องที่เราคิดเอง เรื่องหน้าตา เรื่องศักดิ์ศรี เรื่องที่ลูกเราจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าพ่อแม่โดนคนอายุเท่าตัวเองสั่งงาน
ลองใช้เวลาสักสิบนาทีก่อนนอนทบทวนงานที่เราทำมาตลอดหลายปี ไม่ใช่เพื่อเอาไปเทียบกับใคร แต่เพื่อคืนความรู้สึกมั่นคงให้ตัวเองจากข้างในเสียก่อน คนที่มั่นคงในคุณค่าของตัวเองแล้ว จะฟังคนอายุน้อยกว่าพูดได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียอะไรไป เพราะสิ่งที่เราสะสมมาทั้งชีวิตไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่กับเรา ไม่ว่าใครจะมานั่งตำแหน่งไหนก็ตาม
ถ้าวันไหนหัวหน้าคนนี้พูดหรือทำอะไรที่ดูเหมือนไม่ให้เกียรติจริง ๆ ก็แยกเรื่องนั้นออกมาต่างหาก นั่นเป็นเรื่องพฤติกรรมที่ควรพูดคุยกันตรง ๆ ได้ตามจริง ไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุ เพราะการไม่ให้เกียรติกันเป็นเรื่องที่ควรทักท้วงไม่ว่าคนพูดจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม แต่ถ้าสิ่งที่รู้สึกอึดอัดคือแค่ความจริงที่ว่าเขาอายุน้อยกว่า อันนั้นเป็นก้อนหินในกระเป๋าเราเอง ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบ
พอแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้ วันทำงานจะเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะสถานการณ์เปลี่ยน แต่เพราะเราไม่ต้องแบกก้อนหินก้อนนั้นไปประชุมด้วยทุกครั้งอีกแล้ว
จำสามอย่างนี้ไว้ก็พอ
- อายุไม่ใช่ตัววัดผู้ใหญ่ สิ่งที่วัดคือสิ่งที่อยู่ในใจของคนคนนั้น
- ความอึดอัดส่วนใหญ่มาจากการเปรียบเทียบที่เราสร้างเอง ไม่ใช่จากสิ่งที่เขาพูดจริง
- แยกเรื่องพฤติกรรมที่ควรทักท้วง ออกจากเรื่องอายุที่ไม่ใช่ปัญหาตั้งแต่แรก
พรุ่งนี้ก็ยังต้องเข้าห้องประชุมเดิม
พรุ่งนี้เราก็คงยังนั่งแถวหลัง มือประคองแก้วกาแฟเหมือนเดิม หัวหน้าคนนั้นก็ยังพูดจาฉะฉานเหมือนเดิม อายุของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยน
สิ่งที่พอจะเปลี่ยนได้คือ ตัวเลขในหัวเราอาจจะลอยขึ้นมาช้าลงหน่อย เบาลงหน่อย
และถ้าวันไหนมันยังลอยขึ้นมาอยู่ ก็แค่รู้ว่ามันลอยขึ้นมา ไม่ต้องรีบไล่มันไป
แค่รู้ทันมันบ่อยขึ้นทีละนิด ก็นับว่าเดินมาไกลกว่าเมื่อวานแล้ว
